
คาดม็อบฉุดศก.ไตรมาส2โตแค่2.5%ศูนย์วิจัยกสิกรฯชี้ต้องเกาะติดผลการเยียวยา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปีนี้โตในกรอบ 2.5-3.5% อ่วมจากผลกระทบจากการเมือง ลดลงจากไตรมาสแรกปีนี้ถึง 5.0% เกาะติดประสิทธิภาพของมาตรการเยียวยาและการฟื้นความเชื่อมั่น
บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่าผลกระทบจากความเสี่ยงทางการเมืองที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 น่าที่จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยสะดุดลงในช่วงไตรมาส 2 ปี 2553 โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจหดตัวลงมากกว่า 5.0% จากไตรมาสแรกของปี 2553 หรือขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงมาอยู่ที่กรอบ 2.5-3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่ในไตรมาส 1 ปีนี้มีอัตราขยายตัวสูงถึง 12% ซึ่งก็จะทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจขยายตัวอยู่ในกรอบประมาณ 7.3-7.8% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไปคือ ประสิทธิผลของมาตรการเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมือง และความพยายามในการเร่งพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของภาคเอกชน รวมถึงการกระจายตัวของวิกฤติหนี้ภาครัฐของบางประเทศในยูโรโซน และภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขยายตัวของการส่งออกของไทยในระยะถัดๆ ไป
นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอี แบงก์ กล่าวว่า จากการรับลงทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 26-31 พฤษภาคม 2553 รวมเป็นเวลา 6 วัน มีผู้ลงทะเบียนขอรับสินเชื่อตามโครงการ เอสเอ็มอี พาวเวอร์ เพื่อวันใหม่ ทั้งสิ้น 5,714 ราย วงเงินของสินเชื่อ 3,995 ล้านบาท ธนาคารได้อนุมัติไปแล้ว 2,640 ราย คิดเป็นวงเงินขอรับสินเชื่อที่อนุมัติแล้ว 1,668 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่า จะสามารถอนุมัติงบวงเงินทั้งหมด ภายใน 2 เดือน หลังจากนั้น ธนาคารจะขออนุมัติรัฐบาลเพิ่มวงเงินตามโครงการอีก 5,000 ล้านบาท
ด้านน.ส.ส่งศรี บุญบา รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า จากการเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบด้านการจ้างงานจากการชุมนุมทางการเมือง (ศชจ.) ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน-31 พฤษภาคม 2553 มีผู้แจ้งขอรับการช่วยเหลือทั้งสิ้น 12,355 ราย แบ่งเป็นนายจ้าง 764 ราย มีลูกจ้างในการดูแล 16,217 ราย ผู้ประกอบการอิสระ 3,753 ราย ลูกจ้างมาแจ้งเอง 7,838 ราย รวมยอดผู้ได้รับผลกระทบกว่า 27,808 ราย และจากยอดดังกล่าวมีลูกจ้างแจ้งว่าถูกเลิกจ้างแล้ว 272 ราย และแจ้งว่าได้รับค่าจ้างบางส่วน และไม่ได้รับค่าจ้างเมื่อหยุดงาน จำนวน 4,375 ราย
ทั้งนี้ จากการหารือกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ชุมนุม จึงมีมติเห็นตรงกันในการปิดศูนย์รับแจ้งผลกระทบ เพื่อนำข้อมูลจาก 3 หน่วยงาน รวมทั้งกรุงเทพมหานคร มาคัดแยกว่ามีลูกจ้างและสถานประกอบการใดแจ้งมาซ้ำซ้อนกันหรือไม่



