
ชี้ช่องเอสเอ็มอีเหยื่อม็อบพึ่งบสย.เข้าโครงการค้ำประกันเพิ่มเงินกู้
ธปท.แนะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรับผลกระทบการชุมนุม พึ่งโครงการค้ำประกันของบสย.หากแบงก์ให้กู้ไม่เพียงพอ ชี้เงินยังเหลืออีกมากเพิ่งใช้เป็น 1.8 พันล้านจาก 3 หมื่นล้าน
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติขยายเวลาโครงการค้ำประกันสินเชื่อกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ระยะที่ 2 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการให้ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อแล้วราว 1.8 พันล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ขอรับวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์แล้วไม่เพียงพอ สามารถเข้าโครงการค้ำประกันสินเชื่อกับ บสย.ได้ เพราะยังมีวงเงินเหลืออีกจำนวนมาก
"โครงการบสย.ถือเป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ดีอีกทางหนึ่ง ซึ่งสถาบันการเงินสามารถรับความเสี่ยงได้ อีกทั้งผู้ประกอบการที่เข้าโครงการส่วนใหญ่ก็เป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออก ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการขยายตัวดี แต่สาเหตุที่บสย.ค้ำประกันสินเชื่อได้น้อย เป็นผลจากในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการไม่มากนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน จากนี้คงต้องรอดูว่าผู้ประกอบการมีความต้องการกู้เงินมากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" นางสาลินี กล่าว
ทั้งนี้ โครงการ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 2 นี้ มีวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกัน 5 ปี บสย.ผ่อนปรนคิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันในปีแรก 0.75% และคิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันในปีถัดไป 1.75% มีวงเงินค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อราย โดยคุณสมบัติของผู้ใช้บริการจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลสัญชาติไทย และดำเนินกิจการในไทย มีทรัพย์สินถาวรสุทธิ(ไม่นับรวมมูลค่าที่ดิน) ไม่เกิน 200 ล้านบาท มีสถาบันการเงิน 7 แห่ง ที่ร่วมโครงการ



