ข่าว

มาร์คยันไม่ละเลยรถไฟฟ้าสีม่วงตามเฉลิมกล่าวหา

มาร์คยันไม่ละเลยรถไฟฟ้าสีม่วงตามเฉลิมกล่าวหา

01 มิ.ย. 2553

"เฉลิม" อัด "มาร์ค-สุเทพ" สมคบพรรคภูมิใจไทย ฮั้วประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงทำให้รัฐเสียหาย 6.1 พันล้าน ด้าน “โสภณ” ซัดทำผิดสมัยรัฐบาลพลังประชาชน ชี้รมต.ไม่มีอำนาจเห็นชอบประกวดราคา

 เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 1 มิ.ย.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า กระทรวงคมนาคมเกี่ยวพันกับนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เพราะนายกฯ และนายสุเทพสลับกันนั่งเป็นประธานการประชุมครม. ที่ทำให้มติครม.วันที่ 17 มิถุนายน 2552 เสียหายต่อบ้านเมืองถึง 6.1 พันล้านบาท สมคบกันเอาภาษีประชาชนไปให้บริษัทพรรคพวก คือ ช.การช่าง และซิโน-ไทยฯ พ.ต.ท.ทักษิณคิดไว้หมด

ทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ระยะทาง 46 กิโลเมตร บางใหญ่-บางซื่อ แอร์พอร์ตลิงค์ คนที่เคยด่าเอาไว้ กลับไปนั่งเปิดแอร์พอร์ตลิงค์วันแรก เหมือนเด็กได้ของขวัญ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 พ.ต.ท.ทักษิณได้อนุมัติให้รฟม.จัดทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง มติครม.ข้อที่ 6 ระบุอนุมัติให้รฟม.กู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศ จึงมีการเตรียมค่าแวต(ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไว้ 7 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 2.3 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 หลังรัฐประหาร ครม.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เห็นชอบหลักการให้ รฟม.(รถไฟฟ้ามหานคร หรือบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ลำดับความจำเป็นเร่งด่วนรวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง

 ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อว่า ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2552 รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์เห็นชอบตาม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอในส่วนงานก่อสร้างและงานโยธาทั้งหมด มีงบแวต งบสำรอง งบสร้างราง โดยอนุมัติกรอบวงเงินทั้งโครงการไว้ทั้งหมด 3.1 หมื่นล้านบาท เมื่อมาถึงรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช บอก 3.1 หมื่นล้านบาทไม่พอ เพราะเหล็กรูปพรรณ และน้ำมันราคาแพงมาก นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคมในขณะนั้น ทำเรื่องเสนอครม.บอกว่าโครงการดังกล่าวงบเดิมไม่พอ ขอเพิ่มอีก ครม.วันที่ 17 มิถุนายน 2552 อนุมัติวงเงินเป็น 3.6 หมื่นล้านบาท กรอบวงเงินดังกล่าวมีรายการรวมยอดทั้งสิ้น 36,055 ล้านบาท แบ่งเป็น กรอบงานตรง 2.9 หมื่นล้านบาท วงเงินสำรอง 3,972 ล้านบาท ส่วนย่อย 18 ล้านบาท และภาษีมูลค่าเพิ่มมีการกำหนดกรอบไว้ 2,359 ล้านบาท ยุครัฐบาลนายสมัครทำกันรอบคอบไม่โง่ให้ใครเอาเงินไปให้บริษัทของหัวหน้าพรรคตัวเอง งานนี้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพอาจติดคุก แต่รมว.มหาดไทยอาจไม่ติด แต่ต้องเอาปี๊บคลุมหัว

 แฉโยกงบทำรัฐสูญ 6.1พันล้านบาท 

 ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อว่า นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เสนอครม.เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 ปรับกรอบวงเงินค่างานโยธาในสัญญาที่ 6 เป็นการเอาเงินไปให้ บริษัทซิโน-ไทยฯ และ ช.การช่าง แม้โครงการนี้จะขายซองสมัยนายสันติ แต่มาเปิดซองและมีการประมูลในสมัยนายโสภณ ให้รองผู้ว่าฯรฟม.เป็นประธานเจรจาโดยมีโบนัส ข้อสอบรั่ว จากนั้นก็ได้ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ รฟม. ด้วยการยกเว้นกฎที่ต้องบริหารงานมาก่อน 2 ปีถึงได้ ถือเป็นครั้งแรกของเมืองไทย แล้ว นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.กระทรวงมหาดไทย อย่าบอกว่าไม่เกี่ยวกับบริษัทแล้วเพราะไม่มีใครเชื่อ งานนี้น่าเกลียด ได้อภิสิทธิ์ วิ่งราวกลางวันใส่เสื้อแดงแขนกระดิ่ง ขอให้แม่ทัพนายกองที่หนุนรัฐบาลนี้หันหลังกลับเข้ากรมกองซะ วันที่ 6 สิงหาคม 2552 นายโสภณทำเรื่องถึงเลขาฯ ครม.ให้เสนอเรื่องเข้าครม. มีรัฐมนตรีที่ร่วมประชุมคนหนึ่งเอาแผ่นดิสก์ทั้งหมดมาให้ตน โดยระบุว่ารับรู้แต่ค้านไม่ได้ เพราะพรรคภูมิใจไทยคิดค่าเหนื่อยมากเหลือเกิน

 ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า นายโสภณระบุกรอบงานโยธา เดิมมีค่างานต่ำกว่าความเป็นจริง ราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงการประกวดราคา ซึ่งการประกวดราคาดังกล่าวอยู่ในสมัยนายโสภณ ทั้งที่นายสันติได้ปรับกรอบวงเงินขึ้นมาแล้ว นายโสภณจึงบอกว่า เพื่อคงกรอบเงินที่ครม.ได้เพิ่มไว้แล้ว จึงลดวงเงินสำรองจาก 3,972 ล้านบาทเหลือ 400 กว่าล้านบาท และไม่คิดภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งที่กู้จากไจก้าก็ไม่ต้องเสียอยู่แล้ว แต่ส่วนที่เหลือ 2,300 กว่าล้านบาทนั้น ต้องคืนหลวง ไม่ใช่กลายเป็นสมบัติครอบครัว นายโสภณกลับบอกว่าจะเอาเงิน 2,300 ล้านบาทดังกล่าวไปใส่เพิ่มในค่างานตรง ถ้าเอางบตรงนี้ไปใช้แล้วต่อไปเรื่องสถานีจอด ค่าไฟ ค่าประปาในวงเงินสำรองมีปัญหาจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ งานส่วนนี้ถ้ามีการประมูลแล้วต่อไปทำไม่ได้ จะเอาเงินมาจากไหน การอ้างว่า สุดท้ายเงินก็อยู่ในกรอบ 36,055 ล้านบาท แต่ความจริงคือต้องทำใน 4 ส่วนงาน นายกฯ ต้องไม่ให้ ถ้าจะให้ ขอเงินเพิ่มก็ต้องเปิดประมูลใหม่ เหมือนว่ามีการเปิดประมูลแล้ว ต่อรองราคาแล้วไม่พอ เลยเอาเงินมาใส่เพิ่ม

ใส่ยับร่วมมือกันโกงเป็นขบวนการ

 ร.ต.อ.เฉลิม อภิปรายว่า การผลักดันโครงการทั้งหมด นายโสภณสมคบกับสุเทพ และนายอภิสิทธิ์เพื่อนำเรื่องเข้าครม.แล้วโยกเงินส่วนอื่นไปใส่ในงบก่อสร้าง 3.6 หมื่นกว่าล้านบาท โดยเอาเงินสี่ส่วนไปใส่ในส่วนเดียว ถ้าจะทำโครงการให้สำเร็จก็ต้องขอเงินเพิ่ม โง่บัดซบไปลดค่าก่อสร้างรางสี่ร้อยกว่าล้านมาช่วย เอาเงินไปได้อย่างไร เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์พวกพ้อง ทุจริตที่มิควรได้ มีการเปลี่ยนแปลงโยกงบเงิน เป็นมติที่โง่ จงใจแบ่งปันผลประโยชน์ให้ตกในบริษัทวงศาคณาญาติของนายชวรัตน์ ถ้าบริษัททั่วไปรู้ว่าราคาจะแพงแบบนี้ เวลาประมูลเขาก็มีโอกาสเสนอเงื่อนไขดีๆ หลอกคนทั้งประเทศ มีการโยกเงินงบประมาณมาไว้เสนอโดยนายโสภณตบตาครม.หรือว่าโง่กันทั้งครม.

 "นายโสภณทุจริตคิดมิชอบ โดยมีความร่วมมือกันของคนรัฐบาลชุดนี้ น่าเกลียด เอาเงินราชการ 6,001 ล้านบาทไป สรุปโครงการนี้ทำเป็นขบวนการมีทั้งข้าราชการประจำ โดยมีคณะกรรมการต่างๆ แสวงหาประโยชน์เอื้อประโยชน์ร่วมกัน คนชั่วมันร่วมกันโกงทรัพย์สมบัติบ้านเมือง โดยใช้วิธีโยกงบในโครงการต่างๆ มารวมไว้ในงบก่อสร้างค่าโยธาทั้งที่เมื่อราคาเกินต้องยกเลิก ติดปีกก็หนีไม่พ้น เพราะโกงทุจริต นี่มันไม่ใช่สมบัติของพวกคุณ งบเงินสำรอง 3,972 ล้านเอาไปหมด ครม.อนุมัติเดือนมิถุนายน 2552 ก็เอาไปใส่ที่เดียวฝ่าฝืนมติครม.ถ้าจะสร้างให้แล้วเสร็จทั้งโครงการต้องหาเงินมาใช้เพิ่มอีก 6,000 ล้านบาท เท่ากับทั้งโครงการใช้ 4.2 หมื่นล้านบาทเพื่อให้โครงการเสร็จ แบบนี้ ช.การช่างอยู่เฉยก็ได้เงินเพิ่ม ซิโน-ไทยได้เงินเพิ่ม 2,000 กว่าล้านบาท พวกคุณสมคบกันมาโกง รวมกันมาโกง นายโสภณกระทำการอันเป็นการทำผิดตามกฎหมายอาญาและพ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
 
จวก"ชวรัตน์"อีกเซ็นเปิดร้านขายปืน
 
 จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องความไม่ชอบมาพากลในกระทรวงมหาดไทยว่า นายชวรัตน์หมดความชอบธรรมในตำแหน่ง เนื่องจากอดีตรมว.มหาดไทยที่ผ่านมาได้ลงนามสั่งซื้ออาวุธปืนเพื่อให้ตำรวจภูธรและเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ซื้อได้ในราคาสวัสดิการ แต่ยุคนายชวรัตน์กลับยกเลิก แล้วไปลงนามให้มีการเปิดร้านค้าปืนถึง 93 แห่ง ซึ่งไม่เคยมีใครสั่งให้เปิด จากการลงนามทำให้บริษัทพวกพ้องได้ประโยชน์ โดยมีคนใกล้ชิดเรียกรับประโยชน์ 4.5 ล้านบาทต่อร้านค้า แม้นายชวรัตน์ไม่มีเจตนา แต่มีคนใกล้ชิดได้ประโยชน์ โดยมี 2 บริษัท ร่วมกันปล้นเงิน เรื่องนี้ถ้าจะฟ้องก็ขอให้ฟ้องเลย เรื่องร้านค้าปืนออกใบอนุญาตเรียบร้อยว่าไม่เสียเงิน แถววังบูรพา เล่าให้ฟัง 27 ปี ไม่มีเปิด แต่มาเปิดในสมัยนายชวรัตน์ แล้วไม่ให้สงสัยได้อย่างไร นอกจากนี้หนึ่งร้าน ยังให้สั่งปืนสั้น 30 กระบอก ปืนยาว 50 กระบอก สั่งกระสุนได้อีก ทั้งที่นโยบายสั่งแค่มาเป็นสวัสดิการให้เจ้าหน้าที่ซื้อราคาถูก แต่เปิดมากลับขายราคาแพง

 ร.ต.อ.เฉลิม อภิปรายอีกว่า "สงสัยการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ทำไมคนใน จ.บุรีรัมย์สอบเข้าได้ถึง 17 คน ทำไมคนจังหวัดนี้ฉลาดนัก ไปงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง มีคนไปพูด พวกท่านทั้งหลายจบกฎหมาย จบเนติบัณทิต ท่านจบเน ผมก็จบเน เหมือนกัน แต่ไม่บอกว่าอะไร นายชวรัตน์ไปอยู่ที่ไหนหัวหน้าตายหมด ที่รู้วันนี้ ป.ป.ช. ตั้งกรรมการสอบแล้ว เรื่องการแต่งตั้ง ท่านไม่เอาหรอกผมรู้ แต่คนใกล้ชิดมันโกง ปล่อยให้พรรคพวกทุจริตได้อย่างไร ถ้าไม่จริงขอให้มาสาบานที่ไหนก็ได้ ถ้าผมพูดไม่จริงขอให้วิบัติ เอาหรือไม่ อีกทั้งข้อสอบนายอำเภอก็รั่ว ถือว่าอัปยศที่สุด เพราะทั้งลายมือ เว้นวรรค และหรือช่องไฟ เหมือนกันหมด มันสอบกันอย่างไร เรื่องนี้ท่านจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้"

ส.ส.ภูมิใจไทยเรียงหน้าอัด

 ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สำหรับการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมีข่าวต้อง 8 ล้าน 10 ล้าน และ 15 ล้าน ผู้ว่าฯ หลายคนไม่รู้เอาเงินจากไหน แต่ที่รู้มีการเรียกเก็บภายหลัง โดยหักจากงบฉุกเฉิน 10 หรือ 15 เปอร์เซ็นต์ พอแต่งตั้งอธิบดี 200-500 ล้าน ก็ไปเก็บอธิบดีกรมปกครองท้องถิ่น การปกครอง พัฒนาชุมชน และอย่ามาบอกตนเคยไปเก็บถึงรู้ ซึ่งไม่เคย ตนเป็น รมว. มีเกียรติยศ ไม่เคยหากิน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีใครสั่งได้ ยกเว้นความถูกต้องชอบธรรม

“โสภณ”ซัดรถไฟฟ้าทำผิดสมัย พปช.

 ต่อมาเมื่อเวลา  17.00 น. นายโสภณ ซารมย์ รมว.คมนาคม กล่าวชี้แจงกรณีรถไฟฟ้าสีม่วงว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ได้มีมติกำหนดกรอบวงเงิน 31,217 ล้านบาท โครงการนี้ได้ดำเนินการมาตามลำดับมากระทั่งวันที่ 26 มีนาคม 2551 รมว.คลัง ในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เซ็นสัญญาฉบับแรกกับรัฐบาลญี่ปุ่นคล้ายหนังสือค้ำประกัน โดยจะกู้เงิน 1.7 หมื่นล้านบาท ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2551 ผู้แทนของรัฐบาลไทยในขณะนั้น และผู้ว่าการ รฟม.เดินทางไปญี่ปุ่นไปเซ็นสัญญาเงินกู้ก้อนแรก และเซ็นสัญญาฉบับที่ 2 ด้วยข้อตกลงที่จะใช้เงินในโครงการนี้ 5 หมื่นกว่าล้าน วันเดียวกัน 2 ฉบับ โดยการเซ็นสัญญาวันที่ 31 มีนาคมดังกล่าวเป็นการทำผิดครั้งแรก เพราะการเซ็นสัญญากรอบเงินกู้ต้องนำเข้ารัฐสภา มีการทำผิดรัฐธรรมนูญแล้วยังมากล่าวหาตน พอรัฐบาลนี้มาบริหารประเทศจึงได้นำสัญญา 2 ฉบับเข้าสู่รัฐสภาให้ความเห็นชอบอย่างถูกต้อง

 นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 รมว.คมนาคมขณะนั้นได้เสนอกรอบวงเงินจาก 31,217 ล้านบาท เป็น 36,055 ล้านบาทจริง และมีการขยายกรอบวงเงินในขณะที่ได้มีการขายซองประกวดราคาแล้ว โดยมีการร้องเรื่องนี้ที่ ป.ป.ช.แล้ว ขณะเดียวกันมีการปรับคุณสมบัติผู้รับเหมาให้สูงขึ้น แต่โครงการมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จนขายซองและยื่นซองในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยเมื่อถึงรัฐบาลปัจจุบัน รฟม.ขอให้กระทรวงคมนาคมเห็นชอบประกวดราคา และให้ ครม.อนุมัติให้ รฟม.ไปเซ็นสัญญา แต่มีการทำหนังสือไปยัง รฟม.ว่าไม่ใช่อำนาจรัฐมนตรีที่จะเห็นชอบราคา หรือเสนอ ครม.ให้อนุมัติ รฟม.ไปทำสัญญา

 อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ได้เห็นเอกสารอย่างเป็นทางการ พบว่ามีการเปิดซองทั้ง 3 ซองแล้ว และมีการเปลี่ยนแปลงราคา มีการปรับเปลี่ยนสัญญา ดังนั้นที่ดำเนินการคือได้กำกับ รฟม.ตามอำนาจหน้าที่ ไม่ได้เห็นชอบการประกวดราคา ครม.และรัฐมนตรีไม่มีอำนาจ เป็นหน้าที่ของ รฟม.ที่ทำไปตามอำนาจหน้าที่ ตามที่ได้ไปตกลงกับไจก้าทุกประการ และราคาที่นำเสนอให้ ครม.รับทราบก็เป็นราคาที่เห็นชอบแล้ว ยืนยันว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและแอร์พอร์ตลิงก์ทำถูกต้องทุกประการ

"มาร์ค"แจงไม่เคยละเลยรถไฟฟ้า 

 จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวสรุปการประชุมการอภิปรายว่า การชี้แจงในวันนี้คิดว่ามีความสมบูรณ์พอสมควร อยากสรุปสั้นๆ ว่า รัฐบาลมีความจริงในในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และเชื่อมั่นว่า ปัญหาต่างๆ คลี่คลายได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อมีปัญหาที่เกิดการละเมิดรัฐธรรมนูญ มีกองกำลังติดอาวุธ ทำให้การตัดสินใจในบางอย่างมีความยากลำบาก ซึ่งการตัดสินใจของรัฐบาลอยู่ภายใต้ความถูกต้อง โดยมุ่งรักษาชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน วันนี้การพูดเรื่องรถไฟฟ้าสายสีม่วงนั้น ขอกราบเรียนว่า รัฐบาลไม่เคยปล่อยปละละเลยเรื่องดังกล่าว เพราะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงที่รับผิดชอบไปตรวจสอบถึงความถูกต้องโปร่งใสทุกอย่าง ดังนั้นจึงขอเรียนชี้แจงว่า ในฐานะนายกฯ ให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติด้วยความถูกต้อง ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

โปรดเกล้าฯปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ3มิย.

 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า   สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้แจกสำเนาพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2553  (พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เป็นปีที่ 65 ในรัชกาลปัจจุบัน

 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า ตามที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2553 ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 นั้น บัดนี้ สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2553 ตั้งแต่วันที่  3 มิถุนายน พ.ศ .2553  

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี