
เล่าสู่กันฟัง-ทำไมจึงต้องช่วยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
อาจเป็นเพราะเมืองไทยนับแต่อดีตกาลเป็นเมืองที่ผู้คนส่วนใหญ่ยึดมั่นในศาสนา ซึ่งล้วนสั่งสอนให้เป็นคนดี มีเมตตา ชอบที่จะช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะกับผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เห็นได้จากเมื่อใดก็ตามที่มีเภทภัยทางธรรมชาติ หากมีการร้องขอความเห็นใจ เรามักได้เห็นธารน้ำใ
หากเข้าไปศึกษาในรายละเอียดจะพบว่า ปัจจุบันเรามีองค์กรที่ว่านี้นับพันองค์กร ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ได้ถึงกว่า 10 ประเภท เป็นต้นว่า องค์กรที่ทำงานด้านชีวิตสัตว์ ด้านเยาวชน ด้านพัฒนาสังคม เป็นต้น
ในบรรดาองค์กรเหล่านี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หรือ Foundation for Consumers นับว่าเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสาธารณประโยชน์องค์กรหนึ่ง ซึ่งมีความโดดเด่น มูลนิธินี้เริ่มดำเนินงานเมื่อปี 2526 ในชื่อ ”คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน (คปอส.)" บทบาทที่สำคัญเวลานั้นคือ การผลักดันนโยบายห้ามผสมสารกาเฟอีนในยาแก้ปวดลดไข้ การรณรงค์ให้มีนโยบายลดใช้สารเคมีในการเกษตร ฯลฯ จากผลงานที่ผ่านมาทำให้คณะกรรมการตระหนักถึงสุขภาพแบบองค์รวมว่า ต้องมีการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้านเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี จึงได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขึ้นในปี 2539
เป้าประสงค์หลักของมูลนิธิคือ การส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้บริโภคและองค์กรผู้บริโภคต่างๆ มีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภค รวมไปถึงการส่งเสริมการศึกษา การวิจัยเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคฉลาด รู้เท่าทัน สามารถคุ้มครองและดูแลตัวเองได้
ภารกิจของมูลนิธิเท่าที่ทราบพอจะแบ่งออกได้เป็น 3 ด้าน ด้านแรกคือการเผยแพร่ความรู้สู่ผู้บริโภค ผ่านนิตยสารฉลาดซื้อรายเดือน และเว็บไซต์ consumerthai.org ซึ่งทำหน้าที่เป็นคลังข้อมูลเพื่อผู้บริโภค ถัดไปคือด้านการพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค โดยการตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคคอยรับเรื่องราวร้องทุกข์ และแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวมไปถึงการสนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้บริโภคเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา เป็นการถ่วงดุลกับฝ่ายผู้ประกอบการ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหามากมาย และภารกิจสุดท้ายคือรับหน้าที่ในการรณรงค์ด้านนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
ในวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แม้มูลนิธิแห่งนี้ไม่น่าจะอยู่ในเป้าหมาย แต่ด้วยเหตุที่อาคารสี่ชั้นที่ตั้งสำนักงานของมูลนิธิอยู่ติดกับศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง เปลวไฟได้ลามมาไหม้ตึกของมูลนิธิด้วย ส่งผลให้เครื่องไม้เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน คอมพิวเตอร์ หลอมละลายไปกับเปลวเพลิง แม้ทุกคนในมูลนิธิจะพยายามช่วยกันดับไฟด้วยมือเปล่าแต่ก็ไร้ผล โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร
วันนี้ 36 ชีวิตในมูลนิธิไม่มีแม้สถานที่ทำงาน แต่ด้วยผลบุญอันเกิดจากผลงานในอดีตส่งผลให้มีกัลยาณมิตรจำนวนมาก เสนอให้ใช้พื้นที่ของเขาเป็นที่ทำการชั่วคราว สิ่งที่ยังขาดก็คือเครื่องใช้สำนักงาน ที่สำคัญคือคอมพิวเตอร์ และเงินค่าซ่อมแซมอาคารที่ทำการให้สามารถกลับมาใช้งานรับใช้สังคมได้ดังเดิม
ความจริงคือ เราทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร ฐานะเป็นอย่างไร ต่างก็มีสภาพที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือสถานภาพของความเป็นผู้บริโภค ดังนั้น คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะมีองค์กรที่ช่วยปกป้องเรา ร่วมต่อสู้กับเรา อยู่เคียงคู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราเสมอ หากท่านต้องการให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคสามารถดำรงคงอยู่เพื่อทำหน้าที่เช่นที่ผ่านมา ก็สามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือได้ที่เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ เตือนใจ 08-4652-6105 รัสนา 08-9661-9836 ...ช่วยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภควันนี้ เท่ากับช่วยตัวเราเองในวันหน้า
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



