
(อย่า) เชียร์ตำรวจ
ไม่อยากเชียร์ตำรวจ นักข่าวสุภาพสตรีพูดกับดิฉันเมื่อดิฉันเสนอให้เธอและทีมงานไปเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์ทีมตำรวจในจังหวัดแห่งหนึ่งแทนที่จะสัมภาษณ์ดิฉันในประเด็นเดียวกัน ความคิดของหญิงสาวไม่แตกต่างจากประชาชนทั่วไปที่อาจ
รู้สึกกระอักกระอ่วนถ้าจะ “เชียร์” ตำรวจ จนกระทั่งดิฉันต้องยืนยันอย่างหนักแน่นว่าผลงานเขาดีจริงๆ น่าชื่นชม และต่อด้วยคำกล่าวที่ว่า “มีตำรวจไม่มากนักที่น่าชื่นชมเช่นนี้” หญิงสาวจึงมีท่าทียินยอมที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารแง่งามของผู้ปฏิบัติงานพิทักษ์สันติราษฎร์เหล่านั้น
แม้แต่เหล่าบรรดาตำรวจด้วยกันเองก็รับรู้ว่าไม่มีใครอยากเชียร์พวกเขา
“ไม่” คือคำตอบของนายตำรวจระดับรองสารวัตรที่ตอบคำถามของดิฉันที่ว่า ประชาชนชื่นชอบตำรวจหรือไม่? ถามกี่ครั้งกี่หน ไม่ว่าเวลาใดก็จะได้รับคำตอบที่ไม่แตกต่างไปจากเดิม และเช่นเดียวกัน พฤติกรรมของตำรวจที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ชอบใจมากที่สุดคือ “พฤติกรรมของตำรวจจราจร”
นายตำรวจแสดงความคิดเห็นกันอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับรูปแบบพฤติกรรมของตำรวจจราจรที่ล่อแหลมและเสี่ยงที่ต่อการก่อร่างสร้างทัศนคติเชิงลบ “เรียกเมื่อไหร่ได้เมื่อนั้น” วลีที่เปล่งออกมาจากนายตำรวจไม่แตกต่างจากเด็กวัยรุ่นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยามกล่าวหาเหล่าบรรดาตำรวจจราจรคู่ปรับของพวกเขา
ไม่เพียงแต่รถเล็กอย่างรถจักรยานยนต์ รถใหญ่อย่างรถบรรทุกก็มีประสบการณ์เรื่องเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกัน
“คนขับน่ะไม่กลัวไปชนไปอะไรหรอก มันกลัวโดนตำรวจจับ กลัวตำรวจอย่างเดียว...อ้ายพวกทางหลวงเนี่ย เห็นมันนิดเดียวก็กลัว มันมีอำนาจอยู่ที่เครื่องแบบจริงๆ นะ ตำรวจน่ะ...ไม่กล้า อ้ายคำว่าสิบล้อมันหาเรื่องผิดได้ทุกเรื่อง ทุกเวลาแหละ สิบล้อเนี่ยมันเต็มๆ เลย อาหารของตำรวจ..."
ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนในสังคม ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความเห็นในเชิงไม่เห็นด้วยกับการกระทำของตำรวจจราจร ตำรวจทางหลวงในส่วนนี้ แต่ในขณะเดียวกันผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนกลับมีความเห็นที่แตกต่าง
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะควบคุม บังคับ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไร้วินัยของผู้ใช้รถใช้ถนนและมีความเชื่อว่าการส่งเสริมสนับสนุนให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายโดยการลงโทษต่อผู้ขับขี่ที่กระทำผิดกฎจราจรนั้นจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและได้ผล และคิดต่ออีกว่าวิธีการที่จะทำให้ตำรวจทำเช่นนั้นได้ต้องเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่ตำรวจจราจร เงินส่วนแบ่งค่าปรับจะเป็นสิ่งจูงใจที่จะทำให้ตำรวจขยันในการกวดขัน กำกับ ติดตามเข้มงวดต่อผู้กระทำผิดวินัยจราจรได้มากขึ้น?
“ยิ่งมีค่าตอบแทนจากการจับกุม ยิ่งทำให้ชาวบ้านเกลียด” เหล่าบรรดานายตำรวจในที่นั้นตอบเป็นเสียงเดียวกัน นายตำรวจอธิบายเพิ่มเติมว่า “คนที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมตำรวจเวลาออกนโยบายมาจะเกิดผลกระทบเช่นนี้ มันเป็นช่องทางให้กระทำในสิ่งที่มิชอบ แล้วทำให้ตำรวจดีๆ เขาก็พลอยเสียหายไปด้วย”
เสียงเรียกร้องจากกลุ่มนายตำรวจราว 50 คนในวันนั้นขอให้ดิฉันเป็นสื่อกลางในการบอกกล่าวผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความเป็นห่วงในภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจที่จะเสียหายไปโดยไม่สมควร “ไม่ต้องให้เงินเพิ่มหรอก มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว มันต้องทำ” นายตำรวจท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นอย่างน่าชื่นชมโดยเสนอว่าหากต้องการ “ปรับ” ผู้ขับขี่ที่กระทำผิดกฎหมายด้วยจิตใจที่ปรารถนาดี หวังให้พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ควรนำเงินค่าปรับเข้าสู่หน่วยงานส่วนกลางทั้งหมดโดยอาจนำไปใช้ประโยชน์สำหรับการพัฒนางานด้านอุบัติเหตุจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีงบประมาณน้อยนิดจนไม่สามารถทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันได้...น่าจะดีกว่า
ปนัดดา ชำนาญสุข



