ข่าว

ซักฟอกเดือดไล่ส.ส.ปชป.ออกห้องประชุมฯ

ซักฟอกเดือดไล่ส.ส.ปชป.ออกห้องประชุมฯ

01 มิ.ย. 2553

ซักฟอกวันที่สอง เดือดแต่เช้า ไล่ส.ส.พรรคปชป.ออกจากห้องประชุมสภาฯ

 (1มิ.ย.) ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันนี้ถือเป็นการอภิปรายวันที่สองต่อจากการอภิปรายเมื่อวานนี้ ซึ่งเนื้อหาของการอภิปรายยังอยู่ที่การอภิปรายเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.และ 19 พ.ค. โดยการอภิปรายวันนี้จะสิ้นสุดก่อนเวลา 24.00 น. ก่อนที่จะมีการนัดประชุมสภาฯอีกครั้งเพื่อลงมติว่าจะไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 6 คนหรือไม่ในวันที่ 2 มิ.ย.ต่อไป

 สำหรับการอภิปรายในช่วงเช้าได้เริ่นต้นตั้งแต่เวลา 8.30 น.โดยนายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย เป็นผู้อภิปรายคนแรก กล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมาเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฎว่ามีกลิ่นอายของความรุนแรงที่รัฐบาลชุดนี้มอบให้กับประชาชนตั้งแต่การใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จนมาถึงการประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 เป็นการให้อำนาจทหารมากเกินไป

 นายสถาพร กล่าวว่า เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.โดยวิญญูชนต้องมีสำนึกและความรับผิดชอบทางการเมือง นายฯอภิสิทธิ์ปฎิเสธไม่ได้เพราะถ้าวันนั้นไม่ส่งเฮลิคอบเตอร์ไปโรยแก๊สน้ำตาเหตุการณ์ความสูญเสียจะไม่เกิดขึ้น แล้วทำไมจนป่านนี้แล้วถึงจับไอ้โม่งหรือคนเสื้อดำไม่ได้ ทำให้คนเสื้อแดงต้องกลายเป็นเหยื่อของสถานการณ์เช่นนี้และองค์กรประชาชนอย่างคนเสื้อแดงต้องถูกทำลาย และไม่มีประเทศไหนในโลกที่ผู้นำประเทศเพื่อซักฟอกตัวเองแล้วอย่างนี้จะสมานฉันท์ได้อย่างไร

 “คนเสื้อแดงจะไปรู้ได้ไงผู้บัญชาสถานการณ์ในวันที่ 10 เม.ย.อยู่ตรงไหน และที่สำคัญนายทหารเหล่านั้นก็อยู่ไกลจากคนแดงมาก จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนเสื้อแดงจะไปทำร้ายพวกเขา แบบนี้เป็นการใส่ร้ายไม่ต่างอะไรกับเกมซ้อนเกมที่ทำลายกันรุนแรงมากที่สุดในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้มีสองมาตรฐานไม่งั้นจะเป็นมาตรฐานของผู้ครอบครอง ต่อไปถ้านายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปคงสร้างความสมานฉันท์ไม่ได้ ” นายสถาพร กล่าว

 นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายกฯบิดเบือนใส่ร้ายว่าว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายพร้อมใส่สื้อของรัฐปลุกปลั่นจนได้ที่เพื่อทหารให้มีความชอบธรรมในยิงประชาชน ไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการใช้สื่อกล่าวหาว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ และมีการทำร้ายกัน สังคมไทยในช่วงที่นายกฯอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งแตกแยกมากที่สุดไม่เป็นไปตามแนวทางปรองดองที่ตัวเองเคยประกาศเอาไว้ พอมีคนมาสนับสนุนท่านให้ใช้กำลังก็อ้างความชอบธรรมในปราบปราม เอาคิดแต่เป็นผู้ชนะด้วยการประกาศวันเลือกตั้งเพื่อให้รัฐบาลได้คอรัปชั่นต่อไป

 “นายกฯพูดหลายครั้งว่าเป็นนายกฯคนแรกที่มีการเจรจากับผู้ชุมนุม แต่เห็นว่านั่นไม่เท่ากับการสูญเสียที่เกิดขึ้น คนที่ไม่พูดจากับร่องกับรอยแบบนี้เราจะยอมได้อย่างไร พูดอะไรไว้กับใครตัวเองก็ลืมพอจับได้ไล่ทันก็บอกว่าเป็นคนละสถานการณ์ ท่านไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองไม่เป็นลูกผู้ชายสมควรเอาผ้าซิ่นมานุ่ง ” นางฐิติมากล่าว

 การอภิปรายพาดพิงว่าไม่เป็นลูกผู้ชายสมควรเอาผ้าซิ่นมานุ่งทำให้นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาฯในฐานะทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้สั่งถอน เพราะเป็นการอภิปรายเสียดสีผิดข้อบังคับการประชุมสภาฯขอให้ถอนคำพูดดังกล่าว ซึ่งนางฐิติมายอมถอนคำพูดและดำเนินการอภิปรายต่อไป

 นางฐิติมา กล่าวอีกว่า การแต่งตั้งให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.มาเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินก็เป็นการกระชับวงล้อมของตัวเองและให้ทหารเข้าดำเนินการสลายการชุมนุมโดยที่ทำไปเพราะยอมแลกกับงบประมาณจึงยอมสลายการชุมนุมแม้จะมีความรุนแรงและถูกเกลียดชัง ถือเป็นการใช้กองทัพอย่างสิ้นเปลืองเพื่อรักษาเก้าอี้ให้กับนายกฯ เช่นเดียวกับ ความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในฐานะผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเป็นไปอย่างล้าช้าทั้งๆที่เข้าองค์ประกอบการเป็นผู้ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา ต่างกับคดีของเสื้อแดงที่ยังไม่เข้าองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135 / 1 เพราะเป็นการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย

ในประเด็นนี้เองทำให้นางพจนาถ แก้วผลึก ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของนางฐิติมา โดยกล่าวว่า อยากทราบว่ามีสิทธิ์อะไรมาใส่ร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการชุมนุมของพันธมิตรเป็นไปเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เหมือนกับบางกลุ่มที่ชุมนุมเพื่อจ้องล้มล้างสถาบัน อย่างนี้มีสิทธิ์อะไรที่จะมาใส่ร้าย

ส่งผลให้ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขอให้นางพจนาถถอนคำพูดที่พาดพิงใส่ร้ายคนอีกกลุ่ม ซึ่งนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาฯทำหน้าที่ประธานการชุมสั่งให้นางพจนาถถอนคำพูดดังกล่าวเกี่ยวกับคนจ้องล้มสถาบัน แต่นางพจนาถไม่ยอมถอนทำให้นายสามารถตัดสินใจไล่นางพจนาถออกจากห้องประชุมสภาฯตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ