ข่าว

"ในที่สุดแล้วไม่มีใครชนะมีแต่คนแพ้ทั้งสิ้น"พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ

"ในที่สุดแล้วไม่มีใครชนะมีแต่คนแพ้ทั้งสิ้น"พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ

31 พ.ค. 2553

ภาพเหตุการณ์ “เผาบ้าน-เผาเมือง” ของกองกำลังติดอาวุธ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ยังคงติดตาประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

 แม้ว่าเราจะมีศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง นั่งหัวโต๊ะบัญชาการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งเหตุการณ์ได้ จนนำไปสู่ “สงครามเผาบ้าน-เผาเมือง” ในที่สุด

 พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม หนึ่งในกรรมการ ศอฉ. ที่ร่วมกันวางแผนในการแก้ไขสถานการณ์บ้านเมือง เล่าถึงการที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” ตัดสินใจกระชับวงล้อมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่ ศอฉ.ดำเนินการคือ ต้องการที่จะกระชับวงล้อม และต้องการที่จะเข้าไปดูแลพื้นที่บริเวณสวนลุมพินีเท่านั้น

 ถึงแม้ว่าจะมีการซุ่มโจมตีของผู้ก่อการร้าย หรือกองกำลังติดอาวุธ แต่ ศอฉ.มีความจำเป็นที่ต้องกระชับพื้นที่ให้ประชาชนให้เร็วที่สุด

 สถานการณ์ที่มันตีกลับจนนำไปสู่การ “เผาบ้าน-เผาเมือง” เกือบ 40 จุดนั้น พล.อ.อภิชาต ยอมรับว่า เราพยายามควบคุม แต่สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ทางกลุ่มเคลื่อนไหวหรือกองกำลังติดอาวุธมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว ตามพื้นที่แต่ละจุด โดยเฉพาะอาคารที่อยู่บริเวณพื้นที่การชุมนุม

 ทั้งหมดเป็นแผนที่เขาเตรียมการเอาไว้อย่างดี เราก็ยอมรับว่าเราดูแลไม่ทั่วถึง และไม่คิดว่าสถานการณ์จะเกิดในลักษณะแบบนี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์บ้านเมืองในอนาคตข้างหน้ายังบอกไม่ได้ว่าจะออกมาในทิศทางใด แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงก็จะต้องติดตามกันไป คงจะประเมินกันในขณะนี้คงไม่ได้ แต่ถ้าประเมินในลักษณะเชิงบวกก็น่าจะพัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้นตามลำดับ

 จุดยืนของ ผบ.เหล่าทัพคือพร้อมที่เดินไปด้วยกันในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ พร้อมดูแลประเทศชาติ และดูแลความสงบของประเทศให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ไม่มีใครอยากให้เกิดสถานการณ์รุนแรงแบบนี้ขึ้นอีก และหลายฝ่ายไม่ต้องการเห็นประเทศชาติเกิดสะดุด

 "จะให้เป็นเรื่องฝ่ายการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ คนไทยทุกคนที่จะเข้ามาช่วยกันดูแล หรือจะให้หน้าที่ของกองทัพเพียงฝ่ายเดียวนั้น กองทัพดูแลได้เพียงส่วนหนึ่ง แต่ทั้งหมดจะต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแล การปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาสามารถชี้แจงได้ เพราะได้ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตลอด ไม่ได้พยายามนำไปสู่การสลายฝูงชนที่เป็นม็อบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการและดูแลในเรื่องนี้มาโดยตลอด"

 สำหรับข้อกล่าวหาว่าผู้เสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนารามเป็นการกระทำของทหารนั้น พล.อ.อภิชาต กล่าวว่า ศอฉ.พยายามค้นหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้มาโดยตลอดว่าเกิดขึ้นจากใคร อย่างไร ซึ่งตำรวจและผู้ร่วมชุมนุมที่หลบไปอยู่ที่วัดปทุมวนารามก็ด้ให้ข้อมูลไว้ส่วนหนึ่ง คิดว่าจะเป็นประโยชน์ และเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะนำมาชี้แจงได้ว่าเป็นการปฏิบัติการของใคร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เราพร้อมพิสูจน์อยู่แล้ว ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีบอกแล้วว่าหากท่านผิดก็พร้อมที่จะลาออกอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติการจริงๆ ยืนยันว่าทหาร หรือ ศอฉ.ไม่มีการสั่งการให้เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่วันปทุมวนาราม

 พล.อ.อภิชาต ยอมรับว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงพยายามเร่งติดตามจับกุมกองกำลังติดอาวุธ ส่วนกองกำลังติดอาวุธจะดำเนินการอะไรต่างๆ ขึ้นอยู่กับการชี้นำของคนบางคน แต่ถ้าไม่มีการชี้นำคงไม่ออกมาปฏิบัติการอะไร คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเพื่ออุดมการณ์ แต่ทำเพื่อตามที่คนสั่งการมาให้ดำเนินการเท่านั้น

 ถ้าไม่มีการสั่งการ พวกนี้ก็มีโอกาสได้รับอภัยโทษด้วยซ้ำไป หากไม่มีการมาดำเนินการก่อกวนให้บ้านเมืองวุ่นวายเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าใจว่าเขาอาจจะรอเวลาอยู่ และพร้อมที่จะดำเนินการ รอรับคำสั่ง ถ้าไม่มีคนสั่งการเรื่องนี้ก็จะจบกันไป ทั้งนี้ตนจึงเน้นไปสู่คนที่สั่งการ ถ้าคิดได้ก็เลิกซะ อย่ามาดำเนินการในเรื่องพวกนี้เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้น และตัวท่านเองก็จะเดือดร้อน ตัวของท่านเองก็จะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ในที่สุด และจะเข้ามาในประเทศไทยถามว่าจะทำให้ตัวของท่านเองมีความสุขได้หรือไม่ ในฐานะที่ท่านเป็นคนไทย และสิ่งที่ทำอยู่มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

 ส่วนกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างความวุ่นวายทั้งหมด พล.อ.อภิชาต กล่าวว่า คงต้องรวบรวมประเมินดูว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเป็นมาอย่างไร แล้วที่สุดเป็นอย่างไร

 ส่วนตัวที่ติดตามมาโดยตลอดคิดว่ามีส่วนร่วมแน่นอน แต่เมื่อถึงเวลา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ปฏิเสธทุกครั้งว่า ไม่มีส่วนร่วม ทั้งที่มีคลิปหลายๆ คลิป หรือที่ทวิตเตอร์เข้ามาปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงตลอด แต่ถึงที่สุดแล้วก็ปฏิเสธ เชื่อว่าถ้าประชาชนติดตามมาโดยตลอดคงได้เห็นถึงการกระทำว่าเป็นอย่างไร จากที่เคยมีความรับผิดชอบแล้ว ในที่สุดถามว่า รับผิดชอบหรือไม่ ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบและโยนความผิดให้คนอื่น ไม่ได้อยากทับถม พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงแต่อยากให้ประชาชนได้รับทราบถึงความรับผิดชอบของบุคคลคนนี้

 พล.อ.อภิชาต กล่าวว่า ใน ศอฉ.มีการหารือเรื่องเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเผา ก็ได้รับการเยียวยาไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ผลกระทบทางด้านจิตใจนั้น ความเดือดร้อนของประชาชนที่เป็นอยู่ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร มันมีหลายพื้นที่ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดที่มาร่วมชุมนุม

 ซึ่งบุคคลเหล่านี้ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจพอสมควร เพราะเขามีความรู้สึกเหมือนกับพ่ายแพ้กลับไป แต่สิ่งที่ตนอยากเรียนคือไม่มีใครแพ้ คนที่แพ้ หรือความพ่ายแพ้ของคนไทย คือคนไทยทุกคนทั้งประเทศได้รับความพ่ายแพ้ แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบมากกว่าคือชาติไทย ประเทศไทย ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยรวมคนที่พ่ายแพ้คือประเทศไทย ถ้าเรายังไม่มีความสามัคคี และยังมีความแตกแยกกันอยู่ แม้ว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีการปฏิบัติการใต้ดิน หรือมีแนวความคิดที่จะกลับมาดำเนินการทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น ก็จะทำให้บ้านเมืองยิ่งวุ่นวายหนักไปอีก

 “ขอร้องอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันเกิดเพราะอะไร กลับไปคิดหรือตั้งต้นดูสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ เราคิดต่างกันได้ แต่ในที่สุดเราก็เป็นคนไทยด้วยกัน จะมาเข่นฆ่ากัน หรือจะเอาแพ้เอาชนะกันไม่มีประโยชน์อะไร และในที่สุดแล้วไม่มีใครชนะ มีแต่คนแพ้ทั้งสิ้น"

 ทั้งนี้อยากให้นำไปสู่การให้อภัยซึ่งกันและกัน ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีจะเน้นย้ำมาตลอดว่า ในเรื่องของกฎหมายก็จะต้องทำให้เป็นกฎหมาย ใครที่กระทำความผิดหรือผิดกฎหมาย ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย และถูกลงโทษตามกฎหมาย

 แต่ในส่วนที่ประชาชนอื่นๆ ไม่รู้เรื่องด้วย ก็ควรจะได้รับการดูแลหรือเยียวยา ทั้งสภาพจิตใจและผลกระทบอื่นๆ ที่ได้รับด้วย ซึ่งบางครั้งคาดไม่ถึง กระสุนอาจจะไปตกบ้านเรือนประชาชน แม้ว่าเราจะยิงขึ้นฟ้าก็ตาม มันก็เป็นปัญหาที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการดูแลและทำความเข้าใจ

ปัญญา ทิ้วสังวาลย์