
แก้วดวงที่สาม
ไม่มีอะไรใหม่ในปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่สภา" ของฝ่ายค้าน โดยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หลังจาก "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือคนเสื้อแดง "ล้มเหลว"
ไม่สามารถทำให้รัฐบาลยุบสภาและลาออกได้ แต่กลับทำให้ "แกนนำคนเสื้อแดง" ถูกคุมขังในข้อหา "ผู้ก่อการร้าย" พ่วงท้าย
อาจมองได้ว่า นี่คือการกลับลำของฝ่ายค้านที่ขอยื่นญัตติอภิปราย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธที่จะใช้ช่องทางนี้มาแล้ว
แต่การขอเปิดอภิปรายกลับถูกมองว่า เพื่อช่วยผู้ก่อการร้ายกลบเกลื่อนการเผาบ้านระเบิดเมืองและก่อการร้าย
หรือว่า นี่คือ "แก้วดวงสุดท้าย" ที่ เสธ.แดง บอกว่า ได้พบกับทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุรุนแรง ว่า "พี่ทักษิณ เห็นด้วยแล้วว่า ตอนนี้มันมีแก้วสามประการแล้ว"
แก้วสามประการที่ว่านั้น ประกอบด้วย มีมวลชน มีพรรคการเมือง และกองกำลัง
ที่ผ่านมา ทั้งมวลชน ทั้งกองกำลังถูกใช้ไปหมดแล้ว ที่เหลือจึงเป็นหน้าที่ของแก้วดวงสุดท้าย...
เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และใช้เนื้อหาวันที่เมืองหลวงของประเทศไทยประสบหายนะเป็นจุดใหญ่ใจความ เพื่อจะย้ำว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ ผู้สั่งฆ่าประชาชน
แต่จากการอภิปรายในวันแรกตั้งแต่ช่วงเช้าจรดเย็น เนื้อหาส่วนใหญ่เอามาจาก "สื่อ" แทบทั้งสิ้น
ข้อมูลส่วนใหญ่ถูกเผยแพร่มาแล้วแทบทั้งสิ้น ไม่มีข้อมูลใหม่!
ยิ่งบรรยากาศในสภามีการ "ประท้วง" ข้อมูลที่หยิบยกนำมาเผยแพร่เป็นระยะเหมือนภาพฉายซ้ำในห้องประชุมสภา ที่มักแย่งชิงความได้เปรียบในการเสนอข้อมูล
ภาพที่สะเทือนใจ ภาพที่คิดว่ากระทบจิตใจ ถูกนำเสนอราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความสูญเสียนั้น ถูกนำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก
ดูจากถ้อยคำที่ใช้ในการอภิปรายเน้นสะกิดบาดแผลของผู้สูญเสียหรือญาติผู้สูญเสียให้เกิดความรู้สึก "สะเทือนใจ" ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คุกรุ่นขึ้นมาอีกรอบ
นั่นก็เพื่อเน้นรักษาฐานเสียงเสื้อแดง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่สูญเสีย
ขนาดเสื้อของผู้ที่เสียชีวิตในวันเกิดเหตุก็ยังอุตส่าห์เอามาเรียกร้องความสนใจจากที่ประชุมสภา และผู้ชมทางบ้าน
แม้กระทั่งภาพพระสงฆ์ที่ถูกมัดมือก็เอามาอภิปรายในที่ประชุม โดยไม่สนใจว่าฝ่ายรัฐบาลพยายามชี้แจงในก่อนหน้านี้แล้วว่า คนเหล่านั้นคือผู้ที่ขัดขวางการเข้าไปจับกุมกองกำลังที่อยู่บนอาคารสูงและยิงปืนใส่ทหาร
การประชุมเริ่มดุเดือดขึ้น เมื่อ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย นำคลิปที่อ้างว่าเป็นเหตุการณ์การยิงเข้าใส่ประชาชนที่หลบภัยในวันปทุมวนาราม
เป็นวรวัจน์ ที่เมื่อปีที่แล้วพยายามอภิปรายว่า รัฐบาลสั่งฆ่าประชาชนในช่วงสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว
การอภิปรายของวรวัจน์ถูกโต้แย้งว่า คลิปที่เอามานั้นขัดกับการบรรยายที่ว่า ควันไฟ ที่ว่านั้น กลับไม่มีในคลิป จนวรวัจน์เกือบจะจำนนกลางสภา
เท่านั้นยังไม่พอ วรวัจน์เอาคลิปของสื่อต่างชาติที่อ้างว่าทหารยิงใส่ประชาชน...น่าเสียดายที่ ศิริโชค โสภา วอลล์เปเปอร์ของนายกฯ ลุกขึ้นโต้แย้งว่า เสียงบรรยายในคลิปนั้น ไม่ได้บอกว่าทหารยิงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการยิงตอบโต้กันระหว่างทหารกับการ์ดเสื้อแดง
ถ้าไม่มีคำโต้แย้งก็น่าเชื่อว่า การอภิปรายคงจะราบรื่น และความเชื่อที่ว่า รัฐบาล-ทหารฆ่าประชาชนอย่างไม่มีเหตุมีผลก็คงจะคละคลุ้งในมวลหมู่ผู้คนที่อยู่ห่างไกลจากเครื่องมือพิสูจน์ความจริง
ยิ่งอภิปรายแทนที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ได้รับรู้ความจริง กลับจะเพิ่มความหวาดระแวงมากยิ่งขึ้น
เรื่องสมานฉันท์ระหว่าง "รัฐบาล" กับ "ประชาชน" ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลในภาคอีสานและภาคเหนือก็ยังปิดประตูตายเหมือนเดิม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากการ "ตอกลิ่ม" ของนักการเมือง ทำทุกอย่างเพื่อแสวงหาอำนาจ ปากบอกสมานฉันท์ แต่การกระทำสร้างความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา
การอภิปรายตั้งแต่เช้าจรดเย็น ขณะที่ฝ่ายค้านจะพูดถึงความสูญเสียของคนเสื้อแดง แต่ไม่พูดถึงผลกระทบของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณที่ชุมนุม หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการชุมนุมของ "คนเสื้อแดง"
อภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดกับคนเสื้อแดง แต่กับ "แกนนำคนเสื้อแดง" ซึ่งมีส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมปราศรัยบนเวทีของคนเสื้อแดงกลับไม่ถามหาความรับผิดชอบ
คลิปและภาพส่วนใหญ่จะเน้นปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทหารในการขอกระชับพื้นที่ แม้จะอภิปรายโจมตีรัฐบาลในฐานะฝ่ายนโยบาย แต่เจ้าหน้าที่ทหารกลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปฏิบัติหน้าที่ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับประชาชนอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ในอนาคต
ดังนั้นการที่รัฐบาลยอมให้ฝ่ายค้านใช้เวทีสภาซักฟอกรัฐบาล เพื่อหวังใช้เป็นเวทีเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอาจไม่เกิดประโยชน์
แต่สำหรับคนบางคนนั้น อาจจะเฝ้าจับตามองการทำงานของ "แก้วดวงที่สาม" ว่าจะสร้างหายนะให้แก่ประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด
สมถวิล เทพสวัสดิ์ / ศรุติ ศรุตา



