ข่าว

สศช.ชี้คนจนรายได้เพิ่มเล็กน้อยรับจีดีพีไตรมาสแรกพุ่งสูงไม่เอื้อ-จี้ทบทวนค่าจ้าง

สศช.ชี้คนจนรายได้เพิ่มเล็กน้อยรับจีดีพีไตรมาสแรกพุ่งสูงไม่เอื้อ-จี้ทบทวนค่าจ้าง

31 พ.ค. 2553

สศช.ชี้ศก.ไตรมาสแรกโตสูง รายได้แท้จริงไม่พุ่งตาม เหตุเงินเฟ้อเพิ่ม รายได้คนจนขยับเล็กน้อย ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยมาก มองจำเป็นต้องทบทวนระบบค่าจ้างและผลตอบแทนให้เป็นธรรม

นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไตรมาสแรกของไทยในปีนี้จะขยายตัวสูงถึง 12% แต่รายได้ที่แท้จริงโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อเพิ่มตามด้วย ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมจึงลดลงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องใช้เวลาแก้ไขเนื่องจากเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน แต่ก็มีทิศทางที่ดีขึ้น

 "เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ค่าแรงและเงินเดือนแม้จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ช้ากว่าส่วนที่เป็นกำไรของภาคธุรกิจ และเนื่องจากคนไทยที่มีรายได้ต่ำและปานกลางเป็นฐานใหญ่ของสังคมจึงจำเป็นที่ต้องทบทวนระบบค่าจ้างและผลตอบแทนให้เป็นธรรมมากขึ้น เหมาะสมกับค่าครองชีพและผลิตภาพของแรงงาน" นางสุวรรณีกล่าว

 สำหรับการจ้างงาน เมื่อภาคการผลิตและบริการฟื้นตัวในไตรมาส 1 ปี 2553 ทำให้อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 1.1% หรือมีผู้ว่างงาน 4.3 แสนคน แต่ในไตรมาส 2-3 จำเป็นที่ต้องเฝ้าระวังการเพิ่มขึ้นของการว่างงาน เนื่องจากความเสียหายของภาคธุรกิจที่เกิดจากการชุมนุมและการก่อการจลาจล ทำให้นายจ้างลดชั่วโมงทำงานและลดการจ้างงานลง

 นอกจากนี้ ยังมีปัญหาภัยพิบัติการเกษตรทั้งภาวะภัยแล้งและการระบาดของศัตรูพืช ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดของภาคเกษตรในการรองรับแรงงาน และปัจจัยสุดท้ายเกิดจากการทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้จบการศึกษาใหม่ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม เป็นต้นมา ซึ่งแนวทางที่ผ่อนคลายปัญหานี้ได้คือมาตรการเยียวยาช่วยผลกระทบจากปัญหาการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

 "เด็กจบใหม่จะเข้ามาแทนที่ความต้องการจ้างแรงงานเด็กและแรงงานต่างด้าวตามที่ภาคเอกชนขอมา ซึ่งส่วนนี้จะมีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของภาคแรงงาน และจะช่วยให้การพัฒนาภาคแรงงานมีคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย" นางสุวรรณีกล่าว

 ทั้งนี้ จากการติดตามความเคลื่อนไหวสถานการณ์ทางด้านสังคมในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า ปัญหาสุขภาพจิตในสังคมมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นท่ามกลางปัญหาการเมือง ความขัดแย้งในสังคม และสภาพความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ โดยที่คนไทยยังขาดทักษะการจัดการความเครียดและภาวะวิกฤติในชีวิต ซึ่งเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มเกิดโรคนี้สูงจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพคน เสี่ยงเพิ่มอัตราฆ่าตัวตาย รวมถึงผู้สูงอายุจะถูกทอดทิ้งมากขึ้นและเกิดโรคซึมเศร้ามากขึ้น

 ขณะที่สุขภาพประชาชน ต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง และการระบาดของอหิวาตกโรคทุก 3 ปี ซึ่งเคยระบาดเมื่อปี 50 มาแล้วจะระบาดอีกในปีนี้ ขณะเดียวกันขณะนี้พบว่าพฤติกรรมการสูบบุหรี่มีพิษภัยแฝงมากขึ้นทั้งกับตนเองและผู้อื่น จากการใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ใหม่ที่สั่งซื้อจากเว็บไซต์ รัฐจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายเรื่องสถานที่ปลอดบุหรี่เพื่อคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่จริงจังมากขึ้น และเฝ้าระวังโรคระบาดเพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่จะซ้ำเติมการขยายตัวของเศรษฐกิจด้วย