
ทลายแก๊ง'วางยาเสือ'บึงฉวาก
ปฏิบัติการวางยาพิษเสือโคร่งเบงกอลบึงฉวากสองครั้งสองครา กดดันให้ตำรวจเมืองขุนแผนเร่งไล่ล่าแก๊งค้าซากสัตว์ นำมาสู่การกระชากหน้ากากได้ยกแก๊ง ?!!
บึงฉวากเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจของ จ.สุพรรณบุรี มีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ กินอาณาเขตระหว่าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ไปจนถึง อ.หันคา จ.ชัยนาท นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทำโครงการพัฒนาบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์เป็นปีที่ 50
ภายในบึงฉวากมีการจัดสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ศูนย์ดูแลเสือโคร่งเบงกอล และเปิดให้ประชาชนเข้าชมครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาพฤติกรรมสัตว์น้ำที่สำคัญแก่นักวิชาการ ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป สร้างจิตสำนึกให้รู้จักรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
แต่แล้วจู่ๆ เสือโคร่งพันธุ์เบงกอลที่ได้ชื่อว่าเป็นเสือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในบึงฉวากก็ถูกคนร้ายลอบวางยาพิษถึงสองครั้งสองคราในเวลาไล่เลี่ยกัน ?!!
3 พฤษภาคม 2553 เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ดูแลสัตว์พบเสือโคร่งเพศผู้ 2 ตัวนอนตายอยู่ในกรงเลี้ยง จากการผ่าพิสูจน์ซากพบก้อนเนื้อผสมยาพิษอยู่ในกระเพาะอาหาร
ท่ามกลางความงุนงงสงสัยและค้นหาคำตอบว่าใครเป็นคนทำแล้วทำไปทำไม 22 พฤษภาคม 2553 เจ้าหน้าที่ก็พบเสือโคร่งอีก 2 ตัวในกรงอนุบาลถูกวางยาพิษตาย หนึ่งคือเสือโคร่งเพศเมียชื่อต้าอายุ 4 ปี นอนตายอยู่ในกรง ส่วนอีกตัวเป็นเพศผู้ชื่อท็อปวัย 20 ปีซากหายไป เจ้าหน้าที่จึงเข้าแจ้งความเอาไว้ที่ สภ.เดิมบางนางบวช ให้ช่วยติดตามหาตัวคนร้าย
ไม่นานข่าวนี้ก็รู้ถึงหูอดีตนายกฯ บรรหาร ผู้ริเริ่มบุกเบิกโครงการบึงฉวากถึงกับโกรธมาก สั่งให้ตำรวจติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ พล.ต.ต.ปราโมทย์ ไทรหอมหวล ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.สุทธิ พวงพิกุล ผกก.สส.ภ.จว.สุพรรณบุรี นำชุดสืบสวนออกหาข่าวคนร้าย กระทั่งได้เบาะแสว่านายปัญญา ศรีแจ่มดี อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ 2 ต.ปากน้ำ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี อดีตข้าราชการครู ซึ่งมีพฤติกรรมค้าซากสัตว์น่าจะมีส่วนรู้เห็น
ตามแนวทางการสืบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์ นายปัญญาได้เข้ามาที่บึงฉวากสอบถามข้อมูลการเลี้ยงดูเสือและการให้อาหารจากนายสมชาย ใยแจ่ม เจ้าหน้าที่ดูแลเสือ และในคืนเกิดเหตุ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายปัญญาไม่ได้อยู่ที่บ้าน แต่กลับเข้าบ้านตอนเที่ยงวัน จากนั้นวันรุ่งขึ้นนายปัญหาพาครอบครัว ประกอบด้วย ภรรยาและหลานสาว 2 คน รวมทั้งนายณรงค์ฤทธิ์ ศรีแจ่มดี บุตรชายและภรรยาหายออกจากบ้านไป
ชุดสืบสวนตรวจสอบทราบว่าเดินทางไปเที่ยว จ.ระยอง จึงติดตามไป แต่นายปัญญาไหวตัวขับรถหนี จนติดตามมาทันกันในเขต อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเวลา 6 โมงเย็นวันที่ 25 พฤษภาคม จึงนำตัวมาสอบสวน
นายปัญญาให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับนายณรงค์ฤทธิ์บุตรชาย นายมาโนช ดอกไม้ขาว ที่ถูกจับกุม และนายพิสิษฐ์ อุดมมงคลสิทธิ์ ที่กำลังหลบหนีเข้าไปวางยาพิษเสือในบึงฉวากจริง จากนั้นนำซากเสือไปขายให้นายสำราญ เปรมปรีด์ อยู่บ้านเลขที่ 72/39 หมู่ 11 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม ได้เงินมา 2 แสนบาท แบ่งให้ลูกชาย 5 หมื่นบาท ส่วนสาเหตุเกิดจากเดือดร้อนเงิน
ทั้งนี้หลังสงกรานต์ที่ผ่านมา นายปัญญาได้ขอยืมเงินจากนายสำราญ 1 แสนบาท แต่หามาใช้ไม่ทันจึงวางแผนลักเสือโคร่งไปขายให้นายสำราญ ครั้งแรกวางยาพิษแล้วแต่สว่างเสียก่อนจึงแยกย้านกันกลับ กระทั่งมาสบโอกาสอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ต่อมา พ.ต.อ.สุทธิได้นำหมายจับศาลจังหวัดสุพรรณบุรีที่ 218/2553 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2553 เข้าจับกุมนายสำราญได้เมื่อกลางดึกวันเดียวกัน แต่ยังคงให้การภาคเสธว่ารับซื้อซากเสือโคร่งจากนายปัญญาจริง แต่ไม่ทราบว่าขโมยมาจากบึงฉวาก เข้าใจว่ารับซื้อต่อจากนายพราน ตำรวจจึงตั้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์หรือผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือร่วมกันรับของโจร
ต่อมา นายพิสิษฐ์ อุดมมงคลสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.เดิมบางนางบวช และให้การรับสารภาพว่าร่วมกันก่อเหตุจริง
ด้านนายเชิงชาย แก้วพุกผา หัวหน้าศูนย์เขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าบึงฉวาก กล่าวว่า ไม่นึกว่าคนร้ายจะกล้าเข้ามาลักเสือ เพราะปกติจะมียามคอยเดินตรวจตราตลอดเวลา คนร้ายอาจจะอาศัยช่วงจังหวะเช้ามืดเข้ามากระทำการ อย่างไรก็ตามจะต้องเพิ่มมาตรการดูแลให้รัดกุมกว่านี้ เพราะนายบรรหารโกรธมากที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ยังโชคดีที่จับคนร้ายได้ ต้องขอชมเชยตำรวจชุดจับกุม
มัจฉา ท่าจีน



