ข่าว

แผนฉุกเฉินป้อง'นีโม่'จากก่อการร้าย

แผนฉุกเฉินป้อง'นีโม่'จากก่อการร้าย

31 พ.ค. 2553

เสียงกระสุน เสียงระเบิด และเปลวเพลิงแดงฉานปกคลุมสี่แยกราชประสงค์ในวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณสยามสแควร์จนถึงประตูน้ำ ต่างพากันวิ่งหนีตายออกนอกพื้นที่อย่างทุลักทุเล...แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถหลบหนีได้ด้วยตนเ

 "อควาเรียม" หรืออุทยานสัตว์น้ำขนาดใหญ่ "สยามโอเชี่ยนเวิร์ล" เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยพื้นที่จัดแสดงขนาด 1 หมื่นตารางเมตร เท่ากับสนามฟุตบอล 2 สนาม ตู้โชว์ปลาขนาดยักษ์จุน้ำทะเลรวม 4 ล้านลิตร หล่อเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นตัว ทั้งปลานีโม่ ปลาการ์ตูนทะเลตัวเล็กสีสันสดใส หรือแมงกะพรุน ฉลามยักษ์ เพนกวินแอฟริกา ฯลฯ 

 คำถามคือ "หลังกองทัพประกาศกระชับวงล้อมห้ามเข้า-ออก หรือส่งข้าวส่งน้ำ ฝูงสัตว์เลี้ยงราคาแพงเหล่านี้มีชีวิตอยู่อย่างไร และหากคำขู่เผาห้างพารากอนเกิดขึ้นจริงเหมือนที่เซ็นทรัลเวิลด์จะทำอย่างไร ?"

 "วิบูลย์ รักเสรี" ผู้จัดการฝ่ายดูแลสัตว์น้ำ บริษัท สยามโอเชี่ยนเวิร์ล จำกัด ยอมรับว่า ช่วงนั้นเหตุการณ์ตึงเครียดมาก เริ่มจากปิดสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งตอนแรกยังพอขนน้ำขนอาหารปลาเข้ามาได้ แต่พอทหารตั้งแถวสั่งห้ามผ่านเข้าออกเด็ดขาดก็ต้องเตรียมแผนใหม่ จนกระทั่งวันดีเดย์ 19 พฤษภาคม เกิดเหตุการณ์วางเพลิงทั่วสยามสแควร์ คืนนั้นมีอาสาสมัครขอนอนเฝ้าปลาโดยไม่กลัวตาย 5 คน สร้างความมหัศจรรย์ใจให้ทีมผู้บริหารชาวออสเตรเลียเป็นอย่างมาก

 "เกือบ 2 เดือนที่สี่แยกราชประสงค์ถูกปิด เราเริ่มทยอยกักตุนอาหาร เช่น กุ้งตัวเล็กและปลาตัวเล็กสำหรับฉลาม รวมถึงหอยแครง กุ้งฝอย อาหารปลาสำเร็จรูป อาหารเสริม ฯลฯ วางแผนกันว่าต้องเก็บไว้ให้เหลือพอสำหรับ 60 วัน หมายความว่าหลังถูกปิดตายหรือปิดล้อมขั้นเด็ดขาด จะต้องมีอาหารให้สัตว์น้ำต่อเนื่องไปได้อีก 60 วัน ส่วนเรื่องเกลือทะเลที่นำมาผสมเป็นน้ำทะเลก็ต้องสต็อกเก็บไว้จำนวนมากเช่นกัน เพราะที่นี่เป็นระบบปิด น้ำทะเลในตู้ปลาต้องดูแลตลอดเวลา แต่ปัญหาที่เรากลัวมากที่สุดคือเรื่องไฟฟ้า หากไฟดับทุกอย่างก็จบสิ้น"

 วิบูลย์ เล่าว่า มีการประชุมวางแผนประเมินสถานการณ์ทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องระบบไฟ ซึ่งตามปกติหากไฟฟ้าดับจะมีไฟฉุกเฉินสำรองของห้างพารากอนส่วนกลางใช้ต่อเนื่องได้ถึง 12 ชั่วโมง เพียงพอที่ฝ่ายช่างไฟจะประสานหน่วยงานไฟฟ้าแก้ไข แต่เหตุการณ์ชุมนุมไม่ปกติจึงประเมินว่า ต้องกักตุนน้ำมันให้มากที่สุด เพราะตราบใดที่มีน้ำมันเครื่องปั่นไฟก็ยังทำงานไปได้เรื่อยๆ 

 "เรามีฝูงฉลามเสือทรายที่สั่งซื้อมาจากเกาหลีตัวละล้านกว่าบาท 11 ตัว และนกเพนกวินแอฟริกา รวมถึงสัตว์น้ำราคาแพงอีกหลายชนิด การขนย้ายฉลามตัวใหญ่ขนาด 100 กว่ากิโลกรัมเวลาพื้นที่ถูกปิดล้อมไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น แผนฉุกเฉินที่เตรียมไว้ข้อหนึ่งคือ หากไม่มีอาสาสมัครอยู่ให้อาหารปลาก็ต้องใช้วิธีแอบเอาอาหารปลาไปซ่อนตามจุดต่างๆ ในตู้ปลา แล้วค่อยๆ ให้มันหาจนเจอ หรืออาจเอาปลาเล็กมาปล่อยเพิ่มเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เพียงพอกับฉลามที่กินอาหารอาทิตย์ละเกือบ 2 กิโลกรัมต่อตัว สำหรับนกเพนกวินก็ต้องเอาอาหารไปซ่อนตามซอกหินให้มันค่อยๆ พบ ตามธรรมชาติของสัตว์ถ้ามันหิวมากก็จะหันมาทะเลาะกันเอง แล้วก็ต่อสู้ทำร้ายกัน" วิบูลย์ อธิบาย

 วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เครื่องดับเพลิงและอุปกรณ์ดับไฟเบื้องต้นถูกเตรียมไว้อย่างครบครัน เจ้าหน้าที่ห้องใต้ดินประสานกับ รปภ.ด้านหน้าตลอดเวลา แม้ทีมผู้บริหารจะขอให้ทุกคนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย แต่มีพนักงาน 5 คนขอสมัครใจนอนเฝ้าฝูงปลาน่ารักเหล่านี้

 "พิทักษ์ หมอนเมือง" ผู้รับผิดชอบระบบไฟฟ้า 1 ใน 5 อาสาสมัคร เผยว่า ตั้งแต่คืนวันที่ 18 พฤษภาคม ไม่มีใครนอนหลับเพราะมีกระแสทหารจะมาสลายการชุมนุมเยอะมาก จนกระทั่งวันที่ 19 พฤษภาคม ช่วงที่หวาดเสียวที่สุด คือ มีคนใส่ชุดดำโยนยางรถยนต์จุดไฟมายังชั้นใต้ดินสยามโอเชี่ยนเวิร์ล แต่โชคดีที่ยางกลิ้งล้มไปก่อน เขากับเพื่อนๆ จึงรีบออกไปช่วยกันดับไฟ และคอยฟังการโต้ตอบผ่านทางวิทยุสื่อสารกับฝ่าย รปภ.ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงที่ไฟไหม้โรงหนังสยาม เนื่องจากพื้นที่ส่วนนั้นไม่มี รปภ.ดูแล จนกระทั่งถึง 1 ทุ่มจึงมีทหาร 2 กองร้อยเข้ามาถึงหน้าสยามพารากอน

 "นัท" หรือ ณัฏฐพร เรืองสุขศรีวงศ์ ผจก.ฝ่ายประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ เล่าถึงความประทับใจช่วงนั้นว่า มีกลุ่มคนในเฟซบุ๊กที่หลงรักปลานีโม่เขียนมาถามไถ่กันมาก โดยตอนแรกมีสมาชิกแค่ไม่กี่ร้อยคน  แต่เมื่อ ศอฉ.สั่งกระชับวงล้อม กลุ่มคนที่เข้ามาก็พุ่งขึ้นไปเป็น 7,000 คนทันที คำถามยอดนิยมคือ น้องปลาสบายดีไหม, น้องนีโม่ปลอดภัยหรือเปล่า, นีโม่อย่าตายนะ !, ลูกชายถามถึงพี่ฉลามเสือดาวทุกวัน, เสื้อแดงอย่าทำปลาเลยน่าสงสาร ฯลฯ

 นัทและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ต้องคอยเข้าไปปลอบขวัญแฟนคลับว่า น้องปลาทั้งหลายยังสบายดี และรู้สึกประทับใจที่หลายคนเป็นห่วงปลาตัวน้อยๆ ฝ่ายผู้บริหารจึงจัดทำคูปองพิเศษให้แฟนคลับกลุ่มนี้ได้ส่วนลด 100 บาทจากค่าตั๋วคนละ 380 บาท เหลือเพียง 280 บาท ในที่สุดวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา อคาเรียมใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เปิดให้บริการอีกครั้ง  

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นครั้งแรกในโลก ที่อควาเรียมขนาดใหญ่เสี่ยงต่อการวางเพลิง หรือถูกทำลายโดยผู้ก่อการร้าย การเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำไม่ง่ายเหมือนมนุษย์หรือสัตว์บกทั่วไป เนื่องจากสัตว์เหล่านี้มีหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงปลาขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยอยู่ในน้ำทะเลตลอดเวลา หวังว่าทีมผู้บริหารอคาเรียมหรือสวนสัตว์ทั่วโลก จะนำประสบการณ์ราคาแพงจากประเทศไทยไปใช้ เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้รอบด้านมากขึ้น เพราะครั้งต่อไปน้องนีโม่อาจไม่โชคดีเหมือนคราวนี้ก็ได้