ข่าว

"ศึกซักฟอกรัฐบาล"เดิมพันสุดท้าย“เพื่อไทย ”

"ศึกซักฟอกรัฐบาล"เดิมพันสุดท้าย“เพื่อไทย ”

31 พ.ค. 2553

เมื่อ...การชุมนุมของกลุ่มนปช.มีอันต้องยุติลงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พร้อมกับความพ่ายแพ้ของ "มวลชนคนเสื้อแดง" ที่ฝากไว้ด้วย "รอยแผล" ให้คนไทยทั้งประเทศจากการก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองพร้อมๆ กันในหลายจุดทั้งในกทม.และต่างจังหวัด

"พรรคเพื่อไทย" ในฐานะฝ่ายค้านตามระบอบประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องตัดสินใจหันกลับมาใช้เวทีสภาอีกครั้ง ด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้บรรยากาศของบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

 "ข้อกล่าวหา" ของฝ่ายค้านประกอบด้วย การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ซื่อสัตย์สุจริต มีส่วนรู้เห็นและปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมีการทุจริตคอรัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง มีการทุจริตในการจัดซื้ออาวุธในกองทัพ ขาดภาวะการเป็นผู้นำ ปล่อยให้บุคคลภายนอกที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองแทรกแซงการทำหน้าที่ของรัฐมนตรี มีการเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน มีการใช้อำนาจรัฐโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยการสั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามทุกชนิดเข้าปราบปรามประชาชนจนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและร่างกายของประชาชนจำนวนมาก และขาดความจริงใจในการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในสังคม

 แต่ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่ได้ทำให้รัฐบาลรู้สึกหวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น แม้พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะหยิบยกกรณีการสลายการชุมนุมที่ทำให้คนเสื้อแดงต้องเสียชีวิตทั้งที่แยกราชประสงค์ สี่แยกคอกวัว รวมทั้งกรณีคนเสื้อแดงเสียชีวิต 6 ศพภายในวัดปทุมวนารามขึ้นมาอภิปรายด้วยก็ตาม เพราะวันนี้ "พรรคร่วมรัฐบาล" ทุกพรรคยังท่องบทเป็นเสียงเดียวกันว่า “รัฐบาลยังมีความเป็นเอกภาพ”

 สำหรับแนวทางการรับมือฝ่ายค้านของรัฐบาลนั้น นอกจากจะใช้หลักฐานจากผลการชันสูตรวิถีกระสุนแล้ว ยังจะชี้แจงถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาด้วย อาทิ การกระชับพื้นที่ในวันที่ 19 พฤษภาคมที่แยกราชประสงค์นั้น เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการกดดันที่ทำให้แกนนำกลุ่มนปช.ต้องยอมเข้ามอบตัวในที่สุด ภายหลังจากที่รัฐบาลยอมอ่อนข้อให้ด้วยการรับฟังข้อเสนอของแกนนำกลุ่มนปช.ในระดับหนึ่งแล้วแต่ถูกปฏิเสธด้วยเงื่อนไขเล็กๆ น้อยๆ ที่ตามมามากมาย

 ส่วนข้อมูลที่รัฐมนตรีจะต้องเตรียมไว้ชี้แจง หักล้างข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านนั้น รัฐมนตรีที่ถูกซักฟอกจะเป็นผู้เตรียมมาเองทั้งหมด เพราะแต่ละคนจะมีทีมงานที่คอยดูแลให้อยู่แล้ว เช่น กรณีของนายสุเทพที่มีทีมงานของ ศอฉ.ช่วยสนับสนุนข้อมูลให้ แต่ปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ กรณีของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องถูกฝ่ายค้านพาดพิงอย่างแน่นอน เพราะเป็นตัวกลางของรัฐบาลที่ไปเจรจากับแกนนำกลุ่มนปช.นั้นไม่ได้เป็นส.ส. ดังนั้นหากถูกพาดพิง "กอร์ปศักดิ์" จะไม่สามารถลุกขึ้นชี้แจงเองได้ รัฐบาลจึงเตรียมทางออกไว้ โดยอาจจะให้ "กอร์ปศักดิ์" แถลงข่าวนอกห้องประชุมสภาแทน หรือให้ "กอร์ปศักดิ์" ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของตัวเอง

 นอกจากนี้ยังมีการจัดทีมเฝ้าระวังไว้ 10 คนในกรณีที่ฝ่ายค้านฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุมสภาด้วย โดยแบ่งเป็น "สายบุ๋น" ที่แม่นในข้อกฎหมายและข้อบังคับการประชุม มีทั้งรุ่นลายครามจนถึงมือใหม่หัดขับ อาทิ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง นายสุวโรช พะลัง ส.ส.สัดส่วน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. นายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.นนทบุรี และนายธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก ขณะที่สายบู๊ อาทิ นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี และนายอรรถพร พลบุตร ส.ส.สัดส่วน

 แต่ที่ยังเผลอไม่ได้ เห็นจะเป็นการขอเปิดคลิปวิดีโอเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมาของฝ่ายค้าน เพราะไม่รู้ว่าเป็นคลิปของจริงหรือของปลอม หรือเป็นคลิปที่ผ่านการตัดต่อโดยเอาของจริงมาผสมกับของปลอม เนื่องจากรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงนั้น แม้ว่าจะสามารถชี้แจงได้ในภายหลังแต่ก็ถือว่าได้รับผลเสียหายไปแล้วจากคลิปดังกล่าว ส่วนกรณีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช.รัฐบาลจะปล่อยให้อภิปราย เพราะหากไปดักคออาจจะถูกหาว่าตีรวนได้ แต่หากมีการอภิปรายพาดพิง เฉไฉ หรือบิดเบือน ก็จะใช้ทีมเฝ้าระวังตอบโต้ทันที

 ขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบโสตทัศนูปกรณ์สำหรับใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ที่แต่งตั้งโดยคำสั่งของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ก็จะคอยสแตนด์บายไว้ตลอดเวลาด้วย เพราะหากรัฐบาลจะต้องเปิดคลิปเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที รวมทั้งจะกำชับให้ประธานในที่ประชุมเน้นการบังคับใช้มาตรา 61 ของข้อบังคับการประชุมสภาที่ระบุว่า ห้ามไม่ให้นำวัตถุใดๆ มาแสดงในที่ประชุม เว้นแต่ประธานในที่ประชุมจะอนุญาตอย่างเคร่งครัดด้วย

 ส่วนเหตุจลาจลภายหลังจากที่แกนนำกลุ่มนปช.เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วนั้น ถือเป็นการย้ำแต้มต่อของรัฐบาลต่อสาธารณชนอีกครั้ง เพราะจนถึงทุกวันนี้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยังคงเชื่ออยู่ลึกๆ ในใจว่า มีการซักซ้อมหรือวางแผนกันไว้ล่วงหน้ามากกว่าจะเรียกว่าเป็นอุบัติเหตุที่เหนือความคาดหมาย

 ศึกซักฟอกรัฐบาลครั้งนี้หากพรรคเพื่อไทยนำเรื่องจริงมาตีแผ่ก็จะเรียกศรัทธาคืนจากประชาชนได้ แต่หากยังใช้ข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์มาเป็นข้อมูลเด็ดก็เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยเลือกฆ่าตัวตายทางการเมืองด้วยน้ำมือของตัวเอง

  ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้จึงเดิมพันไว้ด้วยโอกาสสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ยังเป็นพรรคการเมืองของประชาชนคนไทยหรือว่าเป็นแค่พรรคการเมืองที่เป็นปากเสียงเรียกร้องสิทธิประโยชน์คืนให้กับ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เท่านั้น

 ซึ่งหากทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เพื่อความปรองดองของคนในชาติ คงจะกลับมาสว่างไสวได้อีกครั้ง

ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี