
นายแบงก์ผวาหนี้เสียกลุ่ม"ท่องเที่ยว"
นายแบงก์หวั่นเกิดหนี้เสียกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย เหตุจากความไม่สงบทางการเมืองกระหน่ำ ทำนักท่องเที่ยวหนีหาย
นายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศไทย ถูกกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ในขณะนี้ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้รับความเดือดร้อนและเสียหายเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวจากฮ่องกงหรือประเทศจีน ไม่กล้าเดินทางเข้ามา เนื่องจากรัฐบาลจีนสั่งให้ระวังที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
โดยผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวจะไม่กระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) มากนัก เนื่องจากภาคการส่งออกยังเติบโตได้ดีทำให้มีรายได้เข้ามาเป็นปกติ ซึ่งธนาคารกรุงเทพยังคงคาดการณ์จีดีพีไว้ที่ระดับ 3.5-4.5% แต่ยอมรับว่าในสถานการณ์เช่นนี้โอกาสที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย แต่ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในขณะนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เชื่อว่าสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อเอ็นพีแอลที่จะตามมาอย่างแน่นอน โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นกระทบต่อกลุ่มลูกค้าโรงแรมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมากที่สุด ซึ่งจากเดิมประเมินว่าความเสียหายจะมีเพียง 3-4% ของพอร์ตสินเชื่อกลุ่มโรงแรม ที่มีอยู่ประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท แต่จากเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 19 พฤษภาคม ทำให้คาดว่าความเสียหายอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 20-30% ของพอร์ตสินเชื่อกลุ่มโรงแรม
ด้านนายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารมีความเป็นห่วงผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีการจลาจลเกิดขึ้นกลางเมือง ส่งผลต่อนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดสนามบิน หรือวิกฤติการณ์ทางการเงินของสหรัฐไปแล้ว โดยธนาคารพาณิชย์ต่างก็ให้ความช่วยเหลือ เช่น การให้ระยะเวลาปลอดชำระเงินต้น และเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในปีนี้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดภาครัฐอาจจะต้องออกมาตรการมาช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้



