
"ยิ้ม+ให้อภัย"ทวิตเตอร์แก้วิกฤติชาติ
เครือข่าย ทวิตเตอร์แก้วิกฤติชาติ" นัดรวมพลังกลุ่มโซเซียลมีเดียหลังเหตุการณ์ ราชประสงค์วิปโยค ปลุกกระแสคนไทยสามัคคี-ให้อภัยกัน ร่วมสร้างเมืองไทยคืนสู่สยามเมืองยิ้มอีกครั้ง
เหตุการณ์ "ราชประสงค์วิปโยค" ผ่านไปแล้วกว่าสิบวัน สถานการณ์ความรุนแรงดูเหมือนจะคลี่คลายไปบ้าง แต่ความร้อนแรงในการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของสาวกโลกอินเทอร์เน็ตยังไม่หยุดนิ่ง ทั้งฝ่ายกองเชียร์เสื้อแดง ฝ่ายเสื้อเหลือง หรือฝ่ายกองเชียร์รัฐบาลยังคงสาดข้อความดุเดือดเผ็ดร้อนใส่ฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามใช้ “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ในรูปแบบของ “ทวิตเตอร์” สร้างกระแสให้คนไทยสามัคคีและให้อภัยกัน เพื่อสร้างเมืองไทยให้กลับเป็นสยามเมืองยิ้มอีกครั้ง
บ่ายวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม ณ ร้านกาแฟวาวี ซอยอารีย์ 1 กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเครือข่าย“ทวิตเตอร์แก้วิกฤตชาติ" หรือ Twitter For Thailand (#TWT4TH) มารวมตัวกันกว่าร้อยคน เพื่อระดมสมองช่วยกันคิดหาทางออกให้สังคมไทย กิจกรรมสำคัญคือแบ่งกลุ่มเพื่อเสนอทางออกที่สร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม เช่น กลุ่มธรรมมะช่วยชาติ กลุ่มประเทศไทยวันพรุ่งนี้ กลุ่มบิวตี้แอนด์เทคโนโลยี ฯลฯ ที่สำคัญคือทางออกที่เสนอมานั้นต้องสร้างสรรค์และไม่พาดพิงหรือโจมตีกลุ่มใดหรือบุคคลใด รวมถึงสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
สาวน้อยวัยรุ่นที่ใช้ชื่อว่า @bizpsel หนึ่งในกลุ่มธรรมะช่วยชาติ เล่าว่า ได้ร่วมทวิตเตอร์กับกลุ่มนี้มานาน และอยากช่วยเสนอทางออกโดยเน้นการให้อภัย อยากให้คนไทยปลูกฝังแนวทางการใช้ธรรมะช่วยชาติ มีจิตสำนึกและจริยธรรมมากกว่านี้ เช่น เวลาที่เจอฝ่ายใดหรือเสื้อสีไหนๆ ก็ให้รับฟังและไม่ใช้วาจาโต้ตอบอย่างรุนแรง รู้จักให้อภัยคนที่คิดแตกต่างจากตัวเอง เช่นเดียวกับเพื่อนสาวที่ใช้ชื่อว่า @kangsingasong ที่เสนอให้คนไทยรู้จักหัวข้อธรรมะเรื่อง “การวางอุเบกขา” จะได้ไม่ด่าทอต่อว่าหรือใช้คำพูดกระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ให้รู้จักอภัยในสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านพ้นมาแล้ว
“รณพงศ์ คำนวณทิพย์” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ www.twt4th.in.th เปิดเผยว่า มีการเตรียมงานสำหรับวันนี้แค่ 1 อาทิตย์ ทุกคนที่มาในวันนี้มีความตั้งใจร่วมกันคือทำสังคมไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเริ่มจากทำตัวเองให้เป็นตัวอย่างที่ดีก่อน เช่น ให้อภัยและมีรอยยิ้มให้ทุกคนเหมือนเดิม เชื่อว่าปัญหาที่น่าเป็นห่วงต่อไปคือเด็กและเยาวชนของชาติจะตีความหมายของเหตุการณ์ที่แต่ละฝ่ายสู้กัน ด่ากัน หรือขัดแย้งกันอย่างไร เด็กหลายคนรู้สึกเศร้าและหดหู่ จึงอยากให้คนไทยเริ่มต้นกันใหม่ โดยการยิ้มให้ทุกฝ่าย เพราะเราเคยเป็นสยามเมืองยิ้ม การให้อภัยเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ดังนั้นทุกคนควรเริ่มทำจากตัวเอง
“อยากให้คนไทยกลับมายิ้มและอภัยกันเหมือนเดิม กลุ่มทวิตเตอร์ของเราจะเริ่มทำ 2 ข้อ คือ 1. ไม่ทวิตด่าคนที่อยู่ฝ่ายอื่น 2.ยิ้มให้คนรอบข้าง ถ้าไม่มีใครเกลียดใคร ทุกคนพยายามนำเสนอข้อดี พูดและเขียนแต่สิ่งที่ดีๆ สังคมไทยก็จะดีขึ้น”
ขณะเดียวกันในสังคมออนไลน์ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เพื่อเรียกร้องให้คนไทยหันมาช่วยดูแลปกป้องตัวเอง และเป็นหูเป็นตาหรือเป็นพลเมืองดีช่วยจับโจรที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าอยู่ฝ่ายใดก็ตาม
“ญา” หนึ่งในทีมงานโครงการ “เบาะแสช่วยชาติ” เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สามารถทำให้คนไทยทั่วประเทศสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข ยังมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะหลายคนหวาดกลัวว่าคนที่อยู่รอบข้างหรือคนที่อาศัยอยู่ในซอยเดียวกับเรามีใครเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ หรือมีใครเป็นโจร หรือบางคนอาจได้ยินหรือได้เห็นเบาะแสสำคัญบางอย่างแต่ไม่รู้ว่าจะบอกใครดี
เพื่อนๆ ในกลุ่มของญาจึงเสนอให้มีการทำบล็อกและเฟซบุ๊ก รวมถึงทวิตเตอร์เพื่อให้คนที่มีเบาะแสต่างๆ มาแชร์หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
“เราเห็นว่ามีพลเมืองดีหลายคนสามารถถ่ายรูปผู้ก่อความวุ่นวายและผู้วางเพลิงเผาตึกต่างๆ ในกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม ได้ มีการนำรูปหรือคลิปวิดีโอไปโพสต์ตามบล็อกหรือเว็บบอร์ดหลายแห่ง พวกเราจึงคิดจะนำสิ่งเหล่านี้มารวมกันไว้ในบล็อกหรือเฟซบุ๊กเดียวกัน และถ้าใครถูกถ่ายรูปไปลงเว็บไซต์ แล้วทำให้คนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นโจร เขาก็สามารถเข้ามาอธิบายความจริงได้ เป็นการเปิดกว้างให้พลเมืองดีทุกคนนำหลักฐานหรือเบาะแสที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน คิดว่าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย เพราะนักข่าวต่างชาติและนักท่องเที่ยวหลายคนสามารถถ่ายรูปดีๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานหรือเบาะแสจับโจรได้ แต่เขาไม่รู้ว่าจะส่งให้หน่วยงานไหนดี ตอนนี้ทุกคนส่งข้อมูลมาได้ที่อีเมล [email protected] อยากขอร้องให้ใช้คำอธิบายภาพหรือคลิปวิดีโอด้วยข้อความสุภาพ และไม่ใส่ร้ายผู้อื่น พวกเราเชื่อว่าสังคมจะดีได้พวกเราก็ต้องร่วมมือร่วมใจกัน ถ้าพวกเราไม่ช่วยกันจับโจร พวกเราก็จะเป็นเหยื่อของโจรเหล่านี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจนนะคะ” ญากล่าวทิ้งท้ายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม



