ข่าว

ศอฉ.ติวเข้มอภิสิทธิ์-สุเทพเตรียมแจงฝ่ายค้าน

ศอฉ.ติวเข้มอภิสิทธิ์-สุเทพเตรียมแจงฝ่ายค้าน

30 พ.ค. 2553

“อภิสิทธิ์” พอใจ ศอฉ.สรุปเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พร้อมขอบคุณที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ ขณะที่ ศอฉ.มอบข้อมูลให้ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ชี้แจงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันพรุ่งนี้ (31 พ.ค.) รัฐบาลเตรียมเทปนายกรัฐมนตรีแจงทูต

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 พ.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้ามาร่วมประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (1) พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (2) พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) พล.ต.สุรศักดิ์ บุญศิริ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) และ พล.ต.อุทิศ สุนทร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม ศอฉ. จากเดิมได้มีการกำหนดประชุมไว้ในเวลา 16.00 น. แต่นายกรัฐมนตรี ต้องการให้เลื่อนการประชุมมาในเวลา 09.30 น. แทน ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการสรุปสถานการณ์เหตุการณ์การกระชับวงล้อมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมได้มีการรวบรวมเอกสารต่างๆ ทั้งคลิปวีดีโอ ของผู้สื่อข่าวไทย และต่างประเทศ ที่มีการนำเสนอเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยทาง ศอฉ. ได้จัดเตรียมข้อมูลเอกสารที่มีการพิมพ์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ และแผ่นวีซีดี มอบให้กับนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เพื่อนำไปชี้แจงในการปฏิบัติการงานในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจระหว่างวันที่ วันที่ 31 พ.ค. และ 1 มิ.ย.นี้ ตามที่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านมีการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

 แหล่งข่าวในที่ประชุม ศอฉ. เปิดเผยว่า ที่ประชุม ศอฉ.ในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากที่รัฐบาล และ ศอฉ.มีมติประกาศยกเลิกการประกาศพื้นที่ควบคุม หรือ เคอร์ฟิวส์ในพื้นที่ กทม. และพื้นที่ต่างจังหวัดอีก 24 จังหวัด รวมถึงรายงานภาพรวมสถานการณ์ในพื้นที่ กทม. และภูมิภาค ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีรับทราบแนวทางที่จะเฝ้าระวังในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้รับฟังการบรรยายสรุปของ ศอฉ.ถึงการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มต้นการตั้ง ศอฉ. ขึ้นมาควบคุมดูแลสถานการณ์บ้านเมือง หลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมกันตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา

 “ศอฉ.ได้มีการบรรยายลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้เพื่อเตรียมชี้แจงในกรณีที่มีการขอให้ชี้แจงในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นของสถานการณ์บ้านเมือง ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในเรื่องการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเพิ่มเติมว่า การชี้แจงกับเอกอัครราชทูต และผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวานที่ผ่านมา บางส่วนยังไม่เข้าใจในการปฏิบัติงาน ซึ่งการปฏิบัติการที่ผ่านมา ศอฉ.ไม่ได้มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่การปฏิบัติงานเป็นการกระชับวงล้อม และตั้งด่านตรวจ เพื่อตัดเส้นทางการส่งบำรุงต่างๆ ให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อันตราย การกระทำดังกล่าวของรัฐบาล หรือ ศอฉ. ก็เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้มันดีขึ้น ไม่ได้ต้องการให้เกิดความรุนแรง” แหล่งข่าวระบุ

 แหล่งข่าว ยังบอกด้วยว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงกรณีที่มีบางส่วนไม่เข้าใจที่รัฐบาลตั้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งจริงๆ การทำงานเป็นไปตามกฎหมายอาญาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ซึ่งในวันนี้เวลา 20.30 น. จะมีการนำเทปที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงไว้กับเหล่าบรรดาเอกอัครราชทูต และผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ออกอากาศซ้ำอีกเพื่อต้องการให้เกิดความเข้าใจตรงกันถึงภารกิจต่างๆ ที่ ศอฉ.ปฏิบัติมา ซึ่งวัตถุประสงค์ในการใช้กำลังทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ได้เข้าไปปราบปราม แต่การดำเนินการเพื่อต้องการสกัดบีบวงล้อม เนื่องจากกองกำลังติดอาวุธพยายามใช้พื้นที่สวนลุมพินีเป็นฐานในการโจมตี ทาง ศอฉ. จึงจำเป็นจะต้องจะต้องใช้กำลังทหารกระชับวงล้อมเพื่อต้องการยุติกองกำลังติดอาวุธเหล่านี้

 “การทำงานของรัฐบาล และ ศอฉ.ที่ผ่านมา ถือว่ามีความชัดเจนมาก จึงไม่น่าเป็นห่วงอะไร ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้มีการพูดถึงการทำงานของ ศอฉ. ภายใต้การประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) โดยให้ดูว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะเรื่องการปิดเว็ปไซต์ รัฐบาลไม่มีนโยบายที่เหวี่ยงแหน หรือครอบคลุม แต่การปฏิบัติงานจะดูบุคคลที่เข้าไปใช้และไม่เหมาะสมเท่านั้น การปิดเว็ปไซต์ไม่ได้เป็นนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่สั่งการให้ดูแลตามความเหมาะสม ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ ศอฉ. ติดตามกรณีที่อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร้องเรียนมาโดยเฉพาะเรื่องปัญหาสุขภาพ ซึ่งทาง ศอฉ. ได้จัดส่งแพทย์ไปดูแล้ว ซึ่งทราบว่าอาจารย์คนดังกล่าวเป็นโรคเบาหวาน หลังจากไปดูแลแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

 แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ศอฉ.ได้สรุปสถานการณ์การปฏิบัติงานที่ผ่านมาทั้งหมด โดยเฉพาะการปฏิบัติของกำลังทหารที่มีการสนธิกำลังทางจาก 3 กองพล คือ พล.1 รอ. , พล.ม.2 รอ. และพล.ร.9 พร้อมกับได้มอบเอกสารทั้งวีซีดี และ เอกสารที่พิมพ์จากคอมพิวเตอร์ มอบให้กับนายกรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับฟังการบรรยายสรุปจาก ศอฉ. และได้ดูภาพเหตุการณ์ที่ต่างๆ ที่ ศอฉ.รวบรวมให้ก็รู้สึกพอใจต่อการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และขอบคุณเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ทุกคนที่ปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เพื่อประเทศชาติ และยืนยันว่า รัฐบาล และ ศอฉ.จะปฏิบัติภารกิจภายใต้กฎกติกาของบ้านเมือง และยึดหลักตามสากลทุกประการ

 ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. เปิดเผยถึงกรณีมูลนิธิกระจกเงารายงานสรุปยอดผู้สูญหาย 39 คน จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า เรื่องนี้มีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้ว โดยทางญาติจะต้องไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในส่วนของ ศอฉ.ขอยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ หรือ ทหาร ในช่วงที่ผ่านมา ศอฉ.ปฏิบัติตามขั้นตอน และในช่วงที่มีการปฏิบัติงานก็มีสื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวไม่มีจุดใดที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปทำงานโดยลำพัง ส่วนการที่มูลนิธิกระจกเงาเรียกร้องให้ ศอฉ.เปิดเผยรายชื่อคนที่ถูกจับกุมตัวนั้น เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง แต่เบื้องต้นรายชื่อคนที่ถูกจับกุมไม่ได้อยู่กับตน ซึ่งผู้ที่จะให้รายละเอียดได้คือ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สามารถไปตรวจสอบได้

 เมื่อถามถึงแนวโน้มในการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในขณะนี้ทาง ศอฉ.ได้มีการประเมินว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ดูแลสถานการณ์ทั้งใน กทม. และปริมณฑล รวมถึงในต่างจังหวัดต่างๆ เพราะยังพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่พยายามจะปลุกระดมประชาชนให้ออกมาเคลื่อนไหว ร่วมถึงความพยายามจะก่อเหตุของกลุ่มขบวนการใต้ดิน ถึงแม้ว่าทาง ศอฉ.ได้มีการจับกุมกลุ่มการ์ดกลุ่ม นปช.ไปบ้างแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีบางส่วนที่หลบหนีไปได้รวมถึงชายแต่งชุดดำที่มีอาวุธสงครามครบมือ ดังนั้น ทางศอฉ.จึงเห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นต่อเจ้าหน้าที่ในการปฎิบัติงาน ส่วนแนวโน้มการยกเลิกจะเป็นเมื่อไหร่นั้นคงตอบไม่ได้ แต่จะมีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน

 เมื่อถามว่า กระแสข่าวการลอบทำร้ายบุคคลสำคัญทางการเมืองว่า พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ศอฉ.ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหน่วยงานทางด้านการข่าว แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการดูแลความปลอดภัยนั้น เรามีชุดดูแลความปลอดภัยของผู้นำ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ทั่วโลกทำกัน และทุกประเทศก็ต้องมี ทั้งนี้ในส่วนด้านการข่าว เรามีชุดในการปฏิบัติงานไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ สำนักข่าวกรอง หรือ สมช. ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่

 

" จตุพร"โวอภิปรายไม่ไว้วางใจ"นายกฯ- รมต."มีหมัดเด็ด

 ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้มีการวางตัว ส.ส.และเรื่องที่จะอภิปรายเพื่อให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการอภิปรายจะเน้นกระชับ ไม่ยึดจำนวนบุคคล โดยการอภิปรายก็จะมีความเข้มข้นตั้งแต่วันแรก ซึ่งทั้งสองวันได้มีการจัดเรื่องอย่างเป็นระบบ ถ้าประชาชนได้ฟังการอภิปรายแล้วจะเข้าใจว่าฝ่ายค้านได้ทำการบ้านมาอย่างดี ทั้งเรื่องการทุจริต และการสั่งสลายการชุมนุม  ซึ่งจะมีบางเรื่องที่อภิปรายโดยประชาชนคาดจะไม่ถึงเมื่อได้เห็นหลักฐาน

 นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการเปิดคลิปส่วนใหญ่เป็นสถานการณ์เหมือนกัน เพียงแต่ตัวคลิปของฝ่ายค้านที่มีก็จะมีรายละเอียดและเบื้องหลังข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นเรื่องการตรวจสอบคลิป หากยอมกันไม่ได้จริง ต้องมีการตรวจสอบก็น่าจะตรวจสอบก่อนการอภิปรายเพียงไม่กี่นาที เพราะหากมีการให้ตรวจสอบล่วงหน้าเป็นวันก็จะเหมือนการบอกข้อสอบ และประชาชนเองก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไร

“วรงค์”เตือนพท.อย่าสร้างละครเรื่องใหม่ในการซักฟอกรบ.

 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคลิปภาพและเอกสารประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เนื่องจากพรรคเพื่อไทยพยายามบิดเบือนต่อสังคมว่าการโชว์คลิปโชว์ภาพ เป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.และกล่าวหาว่ารัฐบาลผิดกั้นฝ่ายค้าน ประเด็นนี้ต้องย้ำกับประชาชนว่า การอภิปรายในสภาเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. แต่การโชว์คลิปและรูปภาพไม่ใช่เอกสิทธิ์ของส.ส. แต่เป็นอำนาจของประธานสภาฯว่าจะอนุญาติหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาการประชุมสภาทุกครั้ง จะอลุ่มอะหล่วยกันส.ส.สามารถขออนุญาติในช่วงระยะเวลาใกล้จะประชุม แต่เนื่องจากส.ส.เพื่อไทยเองที่ทำตัวไม่น่าเชื่อถือ จะสังเกตุได้จากการอภิปรายฯเมื่อเดือนเม.ย. 52 ที่เป็นการตรวจสอบเหตุการณ์ทางพรรคเพื่อไทยได้นำคลิปตัดต่อ ซึ่งผลของการติดต่อทำให้เป็นการบิดเบือนสาระหลักของสถานการณ์เท่ากับบิดเบือนข้อเท็จจริง

 รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้สร้างละครเรื่องใหม่ พยายามที่จะมาโชว์ในที่ประชุมสภาฯ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดรัฐบาล จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ได้ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายขึ้นมาประกอบด้วย สภา รัฐบาลและฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบคลิปหรือรูปภาพ ต่างฝ่ายต่างก็จะเห็นซึ่งกันและกัน การตรวจสอบก็เพื่อยืนยันความถูกต้องเฉยๆ แต่ขอย้ำกับประชาชนว่าเราไม่ได้ตรวจสอบคำอภิปราย

 ดังนั้นจะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ และขอย้ำกับพรรคเพื่อไทยที่พยายามประโคมข่าวว่าจะไม่มีการยื่นคลิปให้ตรวจสอบว่า พวกเราก็จะใช้สิทธิ์ของเรา ถ้าท่านไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ที่ตกลงร่วมกันทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมก็จะไม่ยอมเช่นกัน ก็อาจจะมีการประท้วงในสภาฯ เชื่อว่าคำสั่งนี้เป็นคำสั่งของประธานสภาฯ โดยมีประธานวิปฝ่ายค้านและรัฐบาลมาแถลงข่าวยอมรับร่วมกันแล้ว จึงย้ำไปยังพรรคเพื่อไทยว่าเราต้องเคารพกติการ่วมกัน 

 ผู้ว่าฯเชียงใหม่ยันคงพรก.ฉุกเฉินต่อแม้สถานการณ์ดีขึ้น

 นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จงเชียงใหม่จะขอคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อเนื่องออก ไปก่อน เนื่องจากมองว่าจะทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยและเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการประกอบอาชีพและใช้ชีวิตตามปกติสุขของคนเชียงใหม่รวมถึงไม่กระทบต่อการท่องเที่ยว 

 แต่การคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้นั้นกลับจะส่งผลดีในการควบคุมทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเรียบร้อยมาก ขึ้น  เพราะการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ช่วงที่ผ่านจะเห็นว่าไม่กระทบต่อภาคเอกชน ศูนย์การค้าและบริษัท ห้างร้านต่างๆยังคงเปิดบริการได้ตามปกติ  ซึ่งหากส่วนกลางสอบถามมาตนก็จะยืนยันไปเช่นนี้ 
 
 นายอมรพันธุ์ กล่าวว่า การที่กองกำลังเชียงใหม่จะคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้นานขนาดไหนนั้นคงขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์แวดล้อมและข้อมูลข่าวสารที่บ่งบอกให้มั่นใจว่าไม่น่าห่วงจึงจะยกเลิก แต่หากประเมินแล้วยังมีความน่าเป็นห่วงอยู่ก็ต้องพิจารณาต่อ ซึ่งการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ถือว่าคลี่คลายไป ในทางที่ดีขึ้นมากแล้ว เบื้องต้นได้สั่งการให้ผ่อนคลายมาตรการ อย่างที่ศาลากลางจังหวัดขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่นำ เครื่องกีดขวางในวงรอบที่สามและสองออก  ยกเว้นในส่วนของตัวอาคารศูนย์อำนวยการศาลากลางที่ยังคง มาตรการเข้มงวดรักษาความปลอดภัยไม่ให้เข้าออก