
เคาะแบ่งเวลาอภิปรายฝ่ายค้าน18ชม.รบ.13.5ชม.
วิปรัฐบาล-ฝ่ายค้านเคาะแบ่งเวลาอภิปรายฝ่ายค้าน 18 ชม. รบ. 13 .5 ชม.
(30พ.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น. มีการประชุมหารือระหว่างตัวแทนวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านเพื่อเตรียมตัวอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ห้องประชุมวิปรัฐบาลชั้น 2 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุม โดยมีตัวแทนจากพรรคฝ่ายค้าน ประกอบด้วยนายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย และนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ร่วมประชุม
นายวิรัช กล่าวว่า การหารือวันนี้เป็นไปในทางที่ดี ซึ่งการอภิปรายฯจะใช้เวลา 2 วัน วันแรก 31 พ.ค.เริ่มในเวลา 09.00 น. และเลิกเวลา 01.00 น. ส่วนวันที่สองคือวันที่ 1 มิ.ย.เริ่มในเวลา 08.30 น. และเลิกประมาณ 23.59 นาที ทั้งนี้การอภิปรายวันที่ 1 มิ.ย. นั้นเวลาประมาณ 21.00 น.จะปิดการอภิปรายโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะชี้แจง 1 ชั่วโมงครึ่งจนถึงเวลา 22.30 น.
จากนั้นร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย จะใช้สิทธิ์อภิปรายสรุปจนถึงเวลา 23.50 น. จากนั้นเหลือเวลา 9 นาทีประธานจะปิดการประชุมเพื่อไปลงมติในวันที่ 2 มิ.ย. อย่างไรก็ตามในการอภิปรายครั้งนี้ฝ่ายค้านได้เวลาทั้งหมด 18 ชั่วโมง เพิ่มจากปีที่แล้วที่ได้ 17 ชั่วโมง ซึ่งรวมเวลาของร.ต.อ.เฉลิม 1 ชั่วโมงครึ่งด้วย ส่วนเวลาของฝ่ายรัฐบาล รวมเวลาประท้วง การหารือ การชี้แจง ใช้เวลาทั้งหมด 13 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเท่ากับการอภิปรายเมื่อปี 2552 ทั้งนี้จากการเปิดใจคุยกันทั้งสองฝ่ายคิดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นไปด้วยดี สีสัน การประท้วง ถือเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีในการอภิรปายไม่ไว้วางใจ
นายธนิตพล ชัยอนันต์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการวิปรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของวิปรัฐบาลที่ให้เวลาฝ่ายค้าน 2 วันเป็นความจำเป็น เนื่องจากติดพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญ ซึ่งหลังจากมีการลงมติในวันที่ 2 มิ.ย. ก็จะปิดประชุมสภาในวันพฤหัสบดีที่ 3 มิ.ย. ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่จะไม่มีการประชุมใดทั้งสิ้น ซึ่งฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าเวลาที่ได้ให้ฝ่ายค้านเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำให้ได้ ส่วนเรื่องของการประท้วงนั้นต้องดูทั้งสองส่วนซึ่งวิปทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันดู
"ถ้ามีการประท้วงอย่างไร้เหตุผลจากทั้งสองฝ่าย ทางวิปทั้งสองฝ่ายจะต้องเข้าไปเจรจากับผู้ประท้วงให้หยุดประท้วงอย่างไร้เหตุผล ส่วนกรณีที่จะมีการประท้วงเนื่องจากข้อมูลที่เสนอต่อที่ประชุมสภาฯที่มีการถ่ายทอดสดถ้าเป็นข้อมูลที่เกินเลยต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นข้อมูลเท็จ สร้างความแตกแยกในสังคม หรือส่งผลเสียในหลายด้าน จำเป็นที่ทางวิปรัฐบาลจะต้องประท้วงให้หยุดการอภิปราย หรือการนำเสนอข้อมูลนั้นเสีย แม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นญัตติค่อนข้างรุนแรงของฝ่ายรัฐบาล แต่การประสานงานของสองฝ่ายมีธงว่าเราจะเจรจากันให้มากที่สุดเพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น ” นายธนิตพล กล่าว
ด้านนายอัศวิน วิภูศิริ วิปรัฐบาลจากพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า หวังว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายแต่เนื้อหาสาระของการทำงาน และการบริหาร ไม่นำเรื่องส่วนตัวมานำให้เกิดการประท้วงมากมาย ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็จะพยายามบริการประท้วงให้น้อยลง เพื่อความปรองดองจะได้เกิดขึ้นจากสภาเป็นครั้งแรก
ส่วนนายไพจิตร ศรีวรขาน ตัวแทนวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า แท้จริงแล้วเวลา 2 วันที่ได้กำหนดไว้พวกตนฝ่ายก็ถือว่าเป็นเวลาที่จำกัด อยากจะอภิปรายมากกว่านี้ อยากให้เป็น 3 วัน แต่เมื่อดูเนื้องานที่เกี่ยวข้องก็เห็นว่าจะพยายามบริหารเวลาที่ฝ่ายรัฐบาลกำหนด ส่วนเรื่องของการแบ่งเวลาฝ่ายรัฐบาล 13 ชั่วโมงครึ่งนั้น แท้จริงรัฐบาลชี้แจง 6 ชั่วโมงครึ่ง เป็นเวลา 1 ส่วนสามของการอภิปรายของฝ่ายค้าน ซึ่งต้องให้เวลามากเป็นธรรมเนียม
“ ส่วนเวลา 7 ชั่วโมงครึ่งที่เพิ่มขึ้นจาก 7 ชั่วโมงที่เป็นสถิติเดิมของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นเวลาของการประท้วงตะลุมบอนกัน ซึ่งพวกผมก็เห็นว่าเป็นเวลาที่ไม่ควรเสียไป ก็จะพยายามบริหารให้น้อยที่สุด เพราะไม่ตั้งใจไม่อยากให้เกินเวลาที่กำหนด เพราะพวกผมต้องการเวลาที่ดีสำหรับประชาชนในการบริโภคข่าวสาร หากได้เวลาตามนี้ก็จะนำเสนอพรรคเพื่อให้จบตามเวลา 2 วันตามที่รัฐบาลต้องการ ต้องถือว่าเป็นเวลาที่ได้หารือกันและเป็นภาระหน้าที่กันว่าการตะลุมบอน ประท้วง เอาของลับออกมาไม่เหมาะไม่ควรเลิกได้ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราในการทำหน้าที่ร่วมกัน”นายไพจิตร กล่าว
ด้านนายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายค้านจะอภิปรายอยู่ในข้อเท็จจริงและจะนำเสนอข้อมูลต่างๆให้ประชาชนรับทราบ สำหรับเรื่องการควบคุมการประท้วงไม่ให้เลอะเทอะ ไม่มีเหตุผลเราก็จะดูแลให้ดีที่สุด เพราะหากการประท้วงลดน้อยลงจาก 7 ชั่วโมงที่วางไว้ เราก็จะมีเวลาเหลือให้ประชาชนติดตามการอภิปรายเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นมีการปะทะคารมกันเล็กน้อย เมื่อนายสุรพงษ์ กล่าวตอนท้ายว่า ถ้าการประท้วงน้อยลงเราก็จะเอาเวลามาเฉลี่ยกันได้ก็จะได้ทำงานกันด้วยเหตุด้วยผล ประชาชนก็จะได้ติดตามข้อเท็จจริงต่างๆที่เกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องแก้ตัวไปในข้อกล่าวหาต่างๆที่พรรคฝ่ายค้านกล่าวหา ประชาชนจะได้เป็นผู้ตัดสินใจว่าความจริงนั้นรับได้เพียงใด ซึ่งจบประโยคดังกล่าวนายวิรัชแย้งว่า “รัฐบาลชี้แจงนะครับ ไม่ได้แก้ตัว ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริง ภาพจริง วิดีโอจริง คลิปจริง มาอภิปราย”



