
เลิกเคอร์ฟิวคืนแรกอภิสิทธิ์เผยเรียบร้อยยังสั่งจับตา
"นายกฯ"เผยประกาศเลิกมาตรการเคอร์ฟิวคืนแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมสั่งจนท.ที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ระบุเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมอาจจะต้องมีการผ่อนคลายข้อกำหนด และอาจะนำไปสู่การยกเลิก บึ่งเข้าศอฉ.หลังจัดรายการเชื่อมั่นฯที่ทำเนียบฯ เนื่
(30พ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกัยนายกฯอภิสิทธิ์" ถึงการประกาศยกเลิกการใช้เคอร์ฟิวส์ของรัฐบาลว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาถือว่าเป็นคืนแรกที่ไม่มีการประกาศใช้เคอร์ฟิวหลังจากเหกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย
ส่วนการประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัด รัฐบาลยังมีความจำเป็นที่จะต้องให้มีการประกาศใช้อยู่ต่อไป ซึ่งตนจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ ได้ให้มีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีสถานการณ์ที่มีความเหมาะสมก็อาจจะต้องมีการผ่อนคลายข้อกำหนดต่างๆ หรืออาจจะมีการประกาศบกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในที่สุด
วอนฝ่ายค้านอย่าใช้เวทีซักฟอกสร้างความแตกแยก
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการอภิปรายไม่ว่างใจรัฐบาลในระหว่างวันที่ 31 พ.ค. - 1 มิถุนายน ว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ตรวจสอบตามวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ และระบบของรัฐสภา เรื่องนี้ตนหวังว่าการอภิปรายในครั้งนี้จะมีการนำเอาข้อเท็จจริง และความเป็นเหตุเป็นผลเข้ามาตรวจสอบ รวมทั้งของให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพื่อไม่ให้เวทีนี้ไปสร้างความแตกแยกเข้าไปเพิ่มเติม ส่วนเรื่องแผนการปรองดองรัฐบาลจะดำเนินการเดินหน้าอย่างเต็มที่
และภายในสัปดาห์หน้านี้ตนจะเร่งรัดแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระ ให้เข้ามาดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปมปัญหาทางการเมือง เรื่องการดำเนินการทำสมัชชาความคิดเห็นเพื่อลดความเลื่อมล้ำ และการปฎิรูปประเทศ ซึ่งในขณะนี้โครงการต่างๆ เริ่มเป็นรูปร่างแล้ว ดังนั้นจึงตนขอเชิญชวนทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มธุรกิจภาคเอกชน เข้าช่วยกันทำโครงการที่จะช่วยลดความเลื่อมล้ำทางสังคม และเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังจะช่วยรวมความเข้าใจ และหล่อหลอมน้ำใจของประชาชนคนไทยให้เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นมา
บึ่งเข้าศอฉ.หลังจัดรายการเชื่อมั่นฯที่ทำเนียบฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.45 น. นายอภิสิทธิ์ เดินทางถึงห้องสีม่วงตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมตัวจัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ จากนั้นเวลา 09.00 น.นายอภิสิทธิ์จัดรายการเชื่อมั่นฯเพียงช่วงแรกเท่านั้นซึ่งเป็นช่วงที่นายกฯพูดเพียงฝ่ายเดียวถึงงานในรอบสัปดาห์โดยเป็นการถ่ายทอดสดเวลา 30 นาที จากนั้นในช่วงที่สองของรายการเป็นการนำเทปบันทึกภาพที่นายกฯชี้แจงสถานการณ์กับคณะทูตและสื่อต่างประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ 29 พ.ค.ที่ตึกสันติไมตรี อย่างไรก็ตามในการจัดรายการวันนี้ไม่มีการอนุญาตให้ช่างภาพขึ้นไปทำการถ่ายอินเสิร์ตภาพแต่อย่างใด
จากนั้นในเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังกองทัพบก ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ฐานะผอ.ศอฉ. เดินทางมารออยู่ก่อนหน้านั้น คาดว่านายกรัฐมนตรีจะเข้ามาฟังสรุปสถานการณ์ของศอฉ.ถึงสถานการณ์ทั่วไป
ศอฉ.เตรียมประชุมประเมินสถานการณ์เวลา16.00น.
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. เปิดเผยว่า นายสุเทพ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. นัดประชุม ศอฉ. เพื่อประเมินสถานการณ์บ้านเมือง ในเวลา 16.00 น.วันนี้ ซึ่งจะมีนายกรัฐมนตรีร่วมฟังสรุปด้วยโดย ศอฉ.จะประเมินสถานการณ์ครั้งสุดท้าย โดยขณะนี้ ศอฉ.หมดภารกิจในการประเมินสถานการณ์เพื่อประกาศเคอร์ฟิวแล้ว ดังนั้น เมื่อ ศอฉ.ยืนยันว่า สถานการณ์อยู่ในระดับเฝ้าระวังที่สามารถควบคุมได้ จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจในการควบคุมดูแลต่อ
ส่วนพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ยังคงบังคับใช้ถึงวันที่ 7 มิถุนายนนี้ เพราะคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการบังคับใช้คราวละ 3 เดือน ที่นับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ยกเว้นคณะรัฐมนตรีจะประกาศยกเลิกก่อนกำหนด
ตำรวจและทหารกว่า20นายรปภ.บ้านพักนายกฯ
บรรยากาศบริเวณบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ ที่ซอยสุขุมวิท 31 เช้าวันนี้ ยังเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารกว่า 20 นาย วางกำลังประจำจุดต่างๆ รอบบ้านพักนายกรัฐมนตรี และบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ยังนำแท่งปูน มาวางกั้นบริเวณด้านหน้า และด้านข้างบ้านพักด้วย
ปรีชาชี้ทักษิณถือสัญชาติมอนเตฯเสียสิทธิการเมืองไทยตลอดชีวิต
นายปรีชา สุวรรณทัต นักกฎหมายและนักวิชาการอิสระ แสดงความเห็นถึงการถือสัญชาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า ขณะนี้ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกที่จะถือสัญชาติมอนเตเนโกรซึ่งถือว่าผิด พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 5 และ 22 ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องกำชับให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เปลี่ยนแปลงสัญชาติแล้ว ต่อจากนั้น รัฐบาลจะดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะคนต่างด้าวได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทรัพย์สิน การถือหุ้น การซื้อที่ดิน การซื้อบ้าน รวมถึงกิจการต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทย
นายปรีชา กล่าวด้วยว่า สำหรับคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกดำเนินคดีอยู่นั้น ไม่ส่งผลกระทบ ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งการดำเนินการเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกแล้วว่าจะถือสัญชาติใด ดังนั้น เมื่อเลือกสัญชาติอื่น สัญชาติที่เป็นอยู่เดิมก็ต้องหมดไปโดยปริยาย เพราะกฎหมายของไทย ให้ถือได้เพียงสัญชาติเดียว ดังนั้น ต่อจากนี้ไปพ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องเสียสิทธิทางการเมืองไทยไปตลอดชีวิต ไม่ใช่เสียสิทธิ์เพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น.
ปชช.อยากให้ฝ่ายค้านอภิปรายสลายชุมนุม61.20%
สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจ กรณีฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลโดยพบว่า 52.02 % เห็นด้วยกรณีฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 42.13 % อยากให้ฝ่ายค้านอภิปรายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ผอ. ศอฉ. 61.20 % อยากให้ฝ่ายค้านอภิปราย กรณีการสลายชุมนุม 74.56 % อยากให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ทำหน้าที่อภิปรายมากที่สุด
โดยสิ่งที่ประชาชนเป็นห่วง คือ การกล่าวหากันไปมามากเกินไป ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ทำให้เกิดความแตกแยกเหมือนเดิมการนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การใช้อารมณ์ คำพูดที่รุนแรง
อังกฤษลดระดับเตือนพลเมืองเดินทางมาเยือนไทยแล้ว
กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ แก้ไขคำเตือนการเดินทางมายังประเทศไทย โดยลดระดับความเข้มข้นลง และแนะนำให้นักเดินทางใช้ความระมัดระวัง หากต้องเดินทางมายังกรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากยังมีปัญหาเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรง และการชุมนุมอีก อย่างไรก็ตาม ในวรรคสุดท้าย ของของประกาศเตือนครั้งนี้ ยังระบุว่า วิถีชีวิตของคนไทย และสถานการณ์ของการเมืองใกล้จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมแล้ว
สำหรับสิ่งที่ประชาชนต้องการได้รับจากการอภิปรายครั้งนี้ 57.04 % อยากรับรู้ข้อมูลที่เป็นจริง และชัดเจนมากขึ้นจาก 2 ฝ่าย เช่น ภาพถ่าย หรือ คลิปที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และ 60.81 % เชื่อว่า การอภิปรายครั้งนี้ การเมืองไทยคงจะเหมือนเดิม เพราะต่างฝ่ายต่างมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน มีการเอาชนะคะคาน



