
สร้างไทยให้เป็น ห้องรับรองโลก ดีไหมครับ ?
นับจาก 19 พฤษภาคม 2553 ถึงวันนี้ ก็ 13 วันพอดีที่ความสงบกลับคืนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง แม้ย่านการค้าสำคัญของกรุงเทพฯ จะคืนสู่สภาพเดิมไม่สมบูรณ์นัก บางแห่งยังต้องปิดล้อมด้วยผ้าพลาสติกไม่ให้ผู้คนเห็นร่องรอยของการถูกเพลิงไหม้
แต่หลายแห่งก็สามารถเปิดให้ผู้ที่เคยประกอบการค้าขายรายเล็กๆ เข้าไปดำเนินการให้ผู้คนได้ไปอุดหนุนได้บ้างแล้ว ดูตามรูปการณ์ผมคะเนว่าคงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปีที่ทุกพื้นที่จะคืนสู่สภาพเดิมจริงๆ ภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินแปลงใหญ่ๆ คงไม่ปล่อยให้ทำเลทองของตัวเองรกร้างอยู่นาน ภาครัฐบาลก็คงยอมไม่ได้ ที่จะปล่อยซากปรักหักพังของอาคารเหล่านั้นเปรียบเหมือนแผลเป็นที่สะท้อนความอัปยศอดสู ประจานความแตกแยกของคนไทยเนิ่นนานเกินควร คงจะบีบให้เจ้าของพื้นที่ต่างๆ เร่งบูรณะให้เสร็จโดยไว
ในห้วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่นี้ ผมอยากให้รัฐบาลทบทวนดูนะครับว่า เราควรกลับมาตั้งหลักใหม่กันเสียเลยดีไหมครับ หยุดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นกับนานาประเทศไว้ชั่วคราว ผมไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศไม่ติดต่อใครนะครับ แต่หมายถึงขอให้รัฐบาลออกเป็นระเบียบ หรือมติคณะรัฐมนตรี ห้ามมิให้หัวหน้าส่วนราชการ หรือรัฐกิจต่างๆ ที่มีธุรกรรมกับต่างชาติ ขอเงินงบประมาณออกไปชักชวนต่างชาติมาไทย อย่างที่มี “หลายคน” เริ่มขยับแข้งขยับขา ขยับปากเตรียมงาบเงินงบประมาณกันอีกแล้ว
สภาพสังคมไทยในวันนี้...ทำให้ผมนึกถึงวลีที่ว่า "สวย เพียบพูนด้วยเสน่ห์...ฉลาด และแสนดี" ที่นักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่คือ คุณถนอม อัครเศรณี บัญญัติเอาไว้ ผมอยากให้สังคมไทยหันกลับมามองตัวเองครับว่าเราขณะนี้เรา "สวย เพียบพูนด้วยเสน่ห์...ฉลาด และแสนดี" ครบถ้วนแล้วหรือ ? จึงอยากให้ใครต่อใครเข้ามาสัมผัสธรรมชาติของมนุษย์ชื่นชมกับสิ่งที่สวยๆ งามๆ กันทั้งนั้น เหมือนนักท่องเที่ยวไทยจำนวนหนึ่งเมื่อมีโอกาสก็มักจะออกไปแสวงหาสิ่งสวยๆ งามๆ ในประเทศต่างๆ
รัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน การท่องเที่ยวควรหันหน้ามาคุยกันครับ ว่าเราควรจะทำอย่างไรกับ “ของดี” ที่เรามีอยู่แต่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป ไม่ใช่พอเห็นการชุมนุมยุติลง ก็ส่งเสียงเอะอะมะเทิ่ง เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้ พิโอดพิครวญถึงผลกระทบที่ได้รับเหมือนหมาถูกน้ำร้อน ผมไม่เชื่อหรอกว่า นักลงทุนต่างชาติจะโง่ จนประเมินสถานการณ์ที่เป็นจริงไม่ถูก ว่าผู้หญิงที่ถูกกุ๊ยข้างถนนรุมข่มขืนจนยับเยิน จะได้รับการฟูมฟักรักษาตัวและสติให้คืนกลับมาเป็นผู้หญิงที่น่ารักและร่าเริงเพียงชั่วข้ามคืนช้ามวัน เหมือนที่บรรดาหัวหน้าส่วนราชการหรือรัฐกิจกำลังแบมือ ถือกะลาขอเงินจากรัฐบาลออกไปเรียกแขกต่างชาติหรอกนะครับ
สภาพสังคมไทยในวันนี้…ทำให้ผมนึกถึงอีกวลีหนึ่งคือ "ชุ่ย เพียบพูนด้วยเล่ห์…โง่ และแสนทราม" เป็นวลีที่นักเขียนรุ่นใหญ่คือ คุณยอดธง ทับทิวไม้ เขียน "ล้อ" วลีของคุณถนอม อัครเศรณี ผมอยากจะบอกรัฐบาลว่า ขณะนี้เป็นห้วงเวลาที่ดีและเหมาะสมอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะ "ผ่าตัดประเทศไทย" เพื่อลบวลีที่ว่า "ชุ่ย เพียบพูนด้วยเล่ห์" ออกไปให้ได้ หรือให้เหลือน้อยที่สุด
รัฐบาลต้องอย่าให้ต่างชาติมองไทยด้วยความคลางแคลงใจว่า การติดต่อทำธุรกรรมกับราชการไทย ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือเสียเปอร์เซ็นต์เป็นค่าเบิกทางเหมือนที่เคยปรากฏเป็นข่าวดังทั่วโลกมาแล้ว และหากเป็นไปได้รัฐบาลไตร่ตรองเสียใหม่ว่า ควรจะนำพาประเทศไทยมุ่งหน้าไปในทิศทางใด ระหว่างประเทศอุตสาหกรรม ที่ปัญหาบางอย่างอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ที่จะสามารถแก้ไขกันเองได้ กับการเป็นประเทศเกษตรกรรมที่เรามีความพร้อมอยู่แล้ว และสามารถแก้ไขหรือควบคุมปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเราเอง…
นับวันอาหารของโลกก็ยิ่งขาดแคลน ทำไมรัฐบาลไม่ฉวยจังหวะนี้ พลิกบทบาทชาติไทยเสียใหม่ ให้ทั่วโลกได้เห็นว่า เรากำลังจะกลับไปฟื้นฟูธรรมชาติ แล้วเร่งสร้างความสวย ที่เพียบพร้อมด้วยเสน่ห์ ไว้เป็น "ห้องรองรับนักอุตสาหกรรมจากทั่วโลก" ที่เครียดกับงาน ให้มากิน มาเที่ยว มาพักผ่อนในไทย เล่าครับ !



