
รัฐเยียวยา5หมื่นล้านแค่บรรเทาเร่งอัดงบไทยเข้มแข็งช่วยฟื้นเศรษฐกิจ
หลังเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองจบลงด้วยความเศร้าสลด และทิ้งความเสียหายด้านเศรษฐกิจและบาดแผลทางจิตใจไว้ให้คนไทยอย่างที่ยากจะลืมเลือน ในเบื้องต้นหน่วยงานของรัฐและเอกชนทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาประเมินความเสียหายที่เก
อันเกิดจากการบริโภคลดลง การลงทุนชะงัก และรายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไป รวมมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท และอาจส่งผลให้จีดีพีปีนี้เติบโตต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ 1-1.5% โดยเฉพาะไตรมาส 2 ปีนี้ที่น่าจะได้รับผลกระทบหนักสุดและอาจกระทบต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3 และ 4 แต่ทั้งปียังหวังว่าจะขยายตัวได้ 3.5-4.5% เพราะไตรมาสแรกจีดีพีขยายตัวสูงมากที่ 12%
สอดคล้องกับที่กระทรวงการคลังประเมินว่าการชุมนุม 74 วัน ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.45 แสนล้านบาท หรือกระทบจีดีพีทั้งปี 1.1% จากที่เคยคาดไว้ว่าปีนี้จีดีพีจะขยายตัว 4.5% โดยจะปรับประมาณการอีกครั้งในเดือนมิถุนายน เพราะมองว่ายังมีการส่งออกเป็นปัจจัยบวกมาช่วยค้ำยันขณะที่ภาคเอกชน อย่างศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าไทยได้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจไป 1.38-1.55 แสนล้านบาท และน่าจะส่งผลต่อเนื่องอีก 3-6 เดือน หรือคิดเป็นเม็ดเงินอีกกว่า 1 แสนล้านบาท และหากการเยียวยาจากภาครัฐทำได้ทันท่วงที มีนักท่องเที่ยวกลับมาได้เร็ว เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัว 4.5% แต่หากปัญหาการเมืองยังไม่ยุติและมีการจลาจลซ้ำอีก หรือมีปัญหาของยุโรปมาซ้ำเติมก็อาจทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้เพียง 3.5% และอาจมีโอกาสติดลบได้
ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่าปัญหาการเมืองและความรุนแรงจากการชุมนุมจะส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ถูกกระทบอย่างหนัก และจะลากยาวไปถึงสิ้นปีก่อนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ต้นปีหน้า
รัฐคลอดมาตรการเยียวยาเร่งด่วน
เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับจากการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม ได้สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายอย่างมากต่อทั้งประชาชน ผู้ประกอบการายย่อย และเอกชนรายใหญ่ ทำให้ภาครัฐต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างที่ต้องหยุดงาน ผู้ประกอบการรายย่อย โดยตั้งคณะกรรมการที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือ ซึ่งจากการหารือกับผู้ประกอบการหลายครั้ง
จนกระทั่งล่าสุดมีการปรับแผนใหม่ เพราะเห็นว่ามีผู้เดือดร้อนเพิ่มขึ้นและขยายพื้นที่ออกไปในวงกว้าง ทำให้เบื้องต้นรัฐบาลคาดว่าต้องใช้เงินเยียวยากว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยจะแบ่งการช่วยเหลือในทุกด้านพร้อมๆ กัน เช่น กลุ่มลูกจ้างแรงงานเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย กระทรวงการคลัง สสว. และเอสเอ็มอีแบงก์รับผิดชอบ นอกจากนั้นยังมี กทม.และภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวนั้น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะรับไปดูแล
หากพิจารณามาตรการเยียวยาของรัฐบาลที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่มุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งการจ่ายชดเชยกรณีร้านค้าถูกไฟไหม้รายละ 5 หมื่นบาท และจะมีเงินจาก กทม.อีก 1.2 หมื่นบาท รวมเป็น 6.2 หมื่นบาทต่อราย พร้อมกันนี้หลายหน่วยงานยังเร่งหาพื้นที่ขายของให้ผู้เดือดร้อน เช่น การจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ค้าย่านสยามสแควร์ ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำอาคารกึ่งถาวร เพื่อใช้ในระยะเวลา 2 ปี โดยไม่มีการเก็บค่าเช่านาน 6 เดือน เป็นต้น ขณะที่ผู้ประกอบการและห้างร้านที่มีการประกันอัคคีภัยนั้น หากได้รับการชดเชยสินไหม ก็จะได้รับการยกเว้นการชำระภาษีด้วย นอกจากการยืดระยะเวลาการชำระภาษีออกไปก่อนหน้านี้
ธพว.เร่งเสริมสภาพคล่อง 5 พันล้าน
นอกจากนั้น รัฐบาลยังเร่งช่วยเหลือด้านเงินทุนและเสริมสภาพคล่องให้ผู้ค้ารายย่อยผ่านสินเชื่อของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โดยมีการปรับเงื่อนไขใหม่ให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้ามาช่วยอุดหนุนดอกเบี้ย 2% ทำให้ ธพว.สามารถปล่อยกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 3% และมีระยะเวลาปลอดการชำระคืนดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งถือเป็นการผ่อนผันหลักเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อลงอย่างมากเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการได้เงินกู้ทุกรายภายใต้วงเงินที่ตั้งไว้ 5,000 ล้านบาท
สำหรับเงื่อนไขที่กำหนดใหม่นั้น ธพว.จะปล่อยกู้ให้แม้ไม่มีหลักประกันและไม่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติในเครดิตบูโร โดยให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท กรณีถูกไฟไหม้จะช่วยเหลือเป็นพิเศษ 3 แสนบาทแรกจะให้กู้โดยไม่เสียดอกเบี้ยและไม่ต้องชำระเงินต้นเป็นเวลา 1 ปี ส่วนปีที่ 2 ชำระเพียงดอกเบี้ยและเริ่มชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยในปีที่ 3-6 ปี ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่ถูกไฟไหม้คิดดอกเบี้ย 3% ทั้งวงเงินแต่ได้รับสิทธิผ่อนชำระเพียงดอกเบี้ยในช่วง 2 ปีแรก
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้รับผิดชอบโครงการนี้รับปากว่าจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกราย โดยกำชับให้ ธพว.ผ่อนปรนเงื่อนไข หรืออนุโลมการใช้เอกสารหลักฐานยื่นกู้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เช่าหรือผู้เช่าช่วงหรือไม่มีสัญญาเช่า แต่มีหลักฐานการจ่ายเงินก็ใช้ทดแทนกันได้ โดยผู้สนใจสามารถยื่นเอกสารได้ที่ชั้น 2 ของสยามพารากอน และชั้นจี อัมรินทร์พลาซ่าตลอด 1 เดือนนี้ หากมีกระแสตอบรับเกินกว่าวงเงินที่ตั้งไว้ 5 พันล้านบาทก็พร้อมจะขออนุมัติเพิ่มอีก 5 พันล้านบาท แต่ที่ลดวงเงินลงมาจาก 3 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาทนั้น เพื่อให้กระจายได้ทั่วถึง หากไม่เพียงพอก็สามารถกู้เงินในวงเงินอื่นเพิ่มเติมได้
ส่วนการช่วยเหลือสภาพคล่องผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีการเสนอวงเงินไว้อีก 5,000 ล้านบาทนั้น คงให้ ธพว.เข้าไปปล่อยกู้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้และยังเหลือวงเงินอีก 1,000 ล้านบาท โดยคงจะใช้หลักการเดียวกัน ซึ่งยอมรับว่าภาคการท่องเที่ยวนั้น แม้จะได้รับผลกระทบทางอ้อม แต่ก็ถูกกระทบหนักและนานกว่าภาคธุรกิจอื่น ดูได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือนพฤษภาคมที่หายไปกว่า 3 แสนคน และทั้งปีอาจจะลดเหลือ 14 ล้านคน จาก 15.5 ล้านคน หรือเลวร้ายกว่านี้ก็เหลือแค่ 10 ล้านคน ซึ่งหากปล่อยไว้ก็จะกระทบแรงงานภาคท่องเที่ยวตามมาอีกนับหมื่นคน จึงเป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องยื่นมือช่วยเหลือและน่าจะมีการออกมาตรการออกมาได้ภายในสัปดาห์นี้
เร่งงบไทยเข้มแข็งพยุงเศรษฐกิจ
ด้านการฟื้นฟูชุมชนต่างๆ ครม.มีมติให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประสานงานกับ กทม.เข้าไปแก้ปัญหาฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ชุมชนบ่อนไก่ ดินแดง และพื้นที่เกี่ยวเนื่องทั้งเข้าไปช่วยซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน การให้ความช่วยเหลือด้านเครื่องอุปกรณ์บริโภคและจ่ายเงินชดเชยบ้านที่ถูกไฟไหม้รายละ 1 หมื่นบาท ซึ่งเงินจะถึงมือวันที่ 3 มิถุนายนนี้
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือลูกจ้างนั้น หากเป็นลูกจ้างในระบบประกันสังคม จะได้รับการชดเชยตามหลักเกณฑ์ของประกันสังคม บวกกับที่รัฐบาลจะสมทบให้อีกเดือนละ 7,500 บาท เป็นเวลา 6 เดือน ส่วนลูกจ้างที่ไม่ได้ผูกกับระบบประกันสังคม เช่น หาบเร่ แผงลอย รัฐบาลจะชดเชยให้ 7,500 บาทต่อเดือน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปตัวเลขการขึ้นทะบียนและน่าจะจ่ายเงินได้โดยเร็วเช่นกัน
จากมาตรการเยียวยาที่รัฐเร่งออกไปนั้น เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนส่วนใหญ่ค่อนข้างพอใจ แต่จะมีบ้างที่มีข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น สภาอุตสาหกรรม (ส.อ.ท.) ที่ขอให้รัฐจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูประเทศไทย วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลพร้อมพิจารณาให้แต่ขอให้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก่อน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การช่วยเหลือของภาครัฐขณะนี้ถือว่าทำได้ดี เห็นได้จากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเติม แต่รัฐบาลต้องดูแลให้การช่วยเหลือด้านสภาพคล่องถึงมือผู้ค้าโดยเร็วและความเสียหายจากการถูกไฟไหม้ก็ควรช่วยประสานงานให้ผู้ประกอบการได้รับเงินประกันใกล้เคียงกับความสูญเสียมากที่สุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรงที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจากการกระชับวงล้อม บางรายต้องสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดแต่ได้รับเงินชดเชยเพียง 5 หมื่นล้านนั้น คงทดแทนกันไม่ได้
"ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านนั้น การอัดเงินเยียวยาและฟื้นฟูเพียง 5 หมื่นล้านอาจทดแทนกันไม่ได้ แต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและทำให้ขวัญกำลังใจและบรรยากาศที่ดีกลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งในระยะต่อไปรัฐบาลต้องเร่งใช้จ่ายเงินในโครงการไทยเข้มแข็งเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอีกไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ก็น่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้ให้เติบโตได้"



