ข่าว

ลืม กับ จำ

ลืม กับ จำ

31 พ.ค. 2553

เคยสงสัยไหมครับว่า ระหว่างการลืมกับการจำนั้นอย่างไหนเกิดขึ้นกับคนทั่วไปได้ง่ายกว่ากัน บางคนมีปัญหาเรื่องลืมง่าย ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน เหตุการณ์ สถานที่ หรือเรื่องราวต่างๆ แต่บางคนกลับมีปัญหาเรื่องการจำแม่น

  จดจำแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องตั้งแต่ปีมะโว้ ที่ใครต่อใครลืมเลือนไปกันหมดแล้ว แต่จริงๆ แล้ว ก็คือธรรมชาติได้สร้างกลไกบางอย่างในสมองให้มนุษย์ลืมเรื่องที่ควรจะลืม เช่น ความเจ็บปวดจากบาดแผล ความชอกช้ำจากการผิดหวัง หรือเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้จิตใจหม่นหมอง ขณะเดียวกันก็ให้มนุษย์จำเรื่องที่ควรจำ เช่น ความปีติยินดีในวาระสำคัญ ความสุขสดชื่น

จากการได้พบได้เห็นสิ่งที่พึงพอใจ เป็นต้น ซึ่งความทรงจำที่ดีๆ เหล่านี้ ก็เป็นเสมือนโอสถที่บำรุงจิตใจของมนุษย์ให้แช่มชื่น

 มีบางทฤษฎีกล่าวว่า ความจำเกิดจากความรู้สึกประทับใจหรือสะเทือนใจอย่างรุนแรง ส่วนการลืมนั้นมักจะเกิดจากการที่เราไม่ได้ให้ความสนใจต่อสิ่งนั้นๆ อย่างจริงจัง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือหากเราให้ความสำคัญแก่สิ่งไหนเราก็จะจดจำ แต่ถ้าไม่ให้ความสำคัญแก่สิ่งไหนเราก็จะลืม แต่นั่นแหละครับ บางครั้งเรื่องที่ควรจะจำเราก็กลับลืม แต่เรื่องที่ควรจะลืมกลับไปจำ ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องที่แปลกแต่ก็เป็นเรื่องสามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งด้วยความผิดพลาดของระบบกลไกในสมองของเราเอง หรือข้อมูลที่ถูกบรรจุเข้ามาจากภายนอกเพื่อลดระดับความสำคัญของความจำในเรื่องนั้นๆ ของเราลง

 น่าประหลาดใจที่ตอนนี้กำลังมีความไขว้เขวอย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือการที่มีผู้พยายามจะผูกโยงเรื่องสองเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือ “การให้อภัย” (forgive) กับ “การลืม” (forget) ทั้งนี้อาจเป็นด้วยลักษณะนิสัยของคนไทยที่ยึดหลักพุทธศาสนาในเรื่องการให้อภัย รวมทั้งความเป็นคนที่ลืมอะไรง่ายๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นแม้เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ควันไฟยังไม่ทันจะจางดี แต่ก็มีการเรียกร้องให้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วหันหน้ามาคืนดีกัน ให้อภัยกัน สามัคคีกัน แม้จะดูว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งจะเห็นว่าออกจะเป็นสิ่งที่ง่ายเกินไป และเร็วเกินไปหรือเปล่า จนมีการตั้งข้อสงเกตว่าผู้ที่เร่งเร้าเรื่องนี้มีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงอยู่หรือเปล่า?

 แน่นอนว่าเราทุกคนเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราก็ไม่ควรจะรีบใช้พลาสเตอร์ปิดแผลเพื่อกลบเกลื่อนบาดแผล ทั้งที่ยังไม่ได้ทันทำความสะอาดแผลให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะการทำเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการเพาะเชื้อโรคเพื่อให้เกิดการอับเสบขึ้นมาอีกในวันหนึ่งข้างหน้า และแม้ว่าพลาสเตอร์จะปิดบังแผลให้ดูดีขึ้น แต่ใต้พลาสเตอร์นั้น ใครจะรู้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับบาดแผลนั้น

 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นพยายามอย่างมากที่จะญาติดีกับจีนซึ่งในสงครามโลกครั้งที่สองถูกกองทัพญี่ปุ่นรุกราน มีชาวจีนที่ถูกทหารญี่ปุ่นสังหารและกระทำทารุณกรรมเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดรัฐบาลจีนก็ยินยอมจะคบค้ากับญี่ปุ่น แต่ก็ยืนยันว่าแม้จะให้อภัยแก่ญี่ปุ่นแต่ก็จะไม่ลืมสิ่งที่ญี่ปุ่นทำกับชาวจีนในสมัยสงคราม ดังวลีที่ว่า ‘Forgive but not Forget’

 ครับ ผมไม่ได้ต้องการเห็นคนไทยเป็นคนที่ไม่รู้จักการให้อภัย หากแต่ก็ไม่ต้องการที่จะเห็นคนไทยเป็นคนที่ถูกทำให้ลืมอะไรง่ายดายเกินไปเหมือนกันแหละครับ