ข่าว

เหิมขึ้นบัญชีดำผู้นำ

เหิมขึ้นบัญชีดำผู้นำ

30 พ.ค. 2553

ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) วิตกกังวลกับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี “รอบใหม่” ด้วยการ “ทวิตเตอร์” ข้อความที่เป็นเท็จตอบโต้ “รัฐบาล-ศอฉ.” เกรงว่าสังคมจะเกิดความสับสนซ้ำสอง

จึงได้สั่งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) ไปตรวจสอบ เพื่อระงับยับยั้งไม่ให้มีการโพสต์ข้อความที่เป็นเท็จตอบโต้ “รัฐบาล-ศอฉ.” เพราะขณะนี้ “ทวิตเตอร์” เป็นเครื่องมือชนิดใหม่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการ “ฟอกตัว” ของเขาให้ขาวสะอาดเหมือนแต่เดิม โดยไม่สนใจว่าข้อความที่โพสต์ไว้สวนทางกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

 ไม่เพียงเท่านี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” ยังคงเร่งปฏิบัติการในการ “ไล่ล่า” ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาดำเนินคดีตามกฎหมายในฐานะ “ก่อการร้าย” โดยสั่งให้ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานงานกับนานาชาติในการขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาลงโทษ

 เบื้องต้นสามารถดำเนินการได้ 3 ช่องทาง

 1.การประสานงานกับสถานทูต และสถานกงสุลใน 92 แห่ง
 2.การส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยผ่านขั้นตอนทางการทูต
 3.การนำตัวกลับมาด้วยวิธีอนุสัญญาต่างๆ ของประเทศไทยที่มีต่อประเทศภาคีสมาชิก

 แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียวที่จะ “ไล่ล่า” พ.ต.ท.ทักษิณ และยิ่งตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปกบดานที่ประเทศมอนเตเนโกร พร้อมกับนายกรัฐมนตรีของประเทศมอนเตเนโกร ที่ได้มอบสัญชาติให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยแล้วถือว่ายากยิ่งหนัก

 เพราะประเทศมอนเตเนโกร รู้ทั้งรู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือ “นักโทษหมายเลข 1" ที่ทางการไทยต้องการตัว แต่ยัง “ไฟเขียว” ให้สัญชาติ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงการตอกย้ำว่าจะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะ “ผู้ร้ายข้ามแดน” ให้แก่รัฐบาลไทยด้วยซ้ำ

 แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า “รัฐบาล-ศอฉ.” จะถอยฉากไม่ยอมสู้ ล่าสุดได้มีการสั่งตรงไปยัง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อประสานงานกับ “ตำรวจสากล” ในการติดตาม “ไล่ล่า” พ.ต.ท.ทักษิณ อีกแรงหนึ่ง

 ส่วนจะเห็นผลมากน้อยแค่ไหนก็จะต้องติดตามดูกันอีกที แต่ถ้า พล.ต.อ.ปทีป ทำได้จริง ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คงได้มาครอบครองก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในปลายเดือนกันยายนนี้อย่างแน่นอน

 เบื้องต้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้มีการเสนอแผน “พิทักษ์เมืองพฤษภา 53” เพื่อใช้เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย และป้องกันเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม ของกองกำลังติดอาวุธที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ

 โดยจะร่วมกับกองทัพในการรักษาความปลอดภัย ในการตั้งด่านตรวจต่างๆ โดยจะใช้สารวัตรทหาร (สห.) จากทั้ง 3 เหล่าทัพ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจ เพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งแรงในการขับเคลื่อนแก้ไขสถานการณ์ที่ยังอยู่ในช่วง ”หัวเลี้ยวหัวต่อ” แบบนี้

 การที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” ดิ้นมากในช่วงนี้ ก็ไม่ใช่อะไรอื่น เพราะจะชักช้าไปกว่านี้คงไม่เป็นผลดีแน่ๆ ดังนั้นช่วงนี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” ต้องเร่งรีบเพื่อชิงความได้เปรียบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เสียก่อน เพราะไม่อย่างนั้นจะตกเป็นเป้าให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการเล่นงานคืนก็ได้

 ระหว่างนี้ก็มีข่าวการตั้ง “ค่าหัว” หรือ การขึ้นบัญชีดำ ของเหล่าบิ๊กๆ ใน “รัฐบาล-ศอฉ.” จาก "หัวหน้าผู้ก่อการร้าย” แต่ราคายังไม่มีการเปิดเผยกันว่ามากน้อยขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ โดนขึ้นบัญชีดำไว้หมดเรียบร้อยแล้ว

 บัญชีดำที่ว่ามีทั้ง บุคคลสำคัญทางการเมือง นักการเมือง ทหาร ตำรวจ โดยเฉพาะ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่ถูกใส่ไว้ในลำดับต้นๆ ทำให้ ณ เวลานี้ “ป๋าเปรม” ต้องงดภารกิจทั้งหมด เนื่องจากยังไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังไม่มีความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

 รวมไปถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ไล่ไปที่ ผบ.เหล่าทัพ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็โดนด้วย

 โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่เป็นหัวหน้ารับผิดชอบในการ “สลาย” การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก และว่าที่ผู้บัญชาการทหารบกคนต่อไป ก็โดนขึ้นบัญชีดำเช่นกัน

 และสุดท้ายไม่พลาด พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ที่ช่วงหลังมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น การชี้แจงอาจจะถูกใจกับสาวๆ แต่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่ปลื้ม

 ทำให้ ณ เวลานี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” จำเป็นต้องเสริมกำลังในการดูแลอารักขาความปลอดภัยให้แก่ “ผู้นำรัฐบาล” หรือ “บุคคลสำคัญทางการเมือง” หรือแม้แต่ ผบ.เหล่าทัพ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ศอฉ.” อย่างเต็มที่ เพราะหวั่นว่าจะ “ถูกเก็บ” ด้วยอาวุธสงคราม “สไนเปอร์” ที่กลุ่มซุ่มโจมตีเตรียมที่จะปฏิบัติการในยามที่ “เผลอ”

 “สไนเปอร์” จะมีอานุภาพในการยิงทำลาย 2,000-3,000 เมตร กำลังเสริมที่ว่าจะมีการสนธิกำลังจาก 3 ส่วน คือ 1.กำลังส่วนล่วงหน้า 2.กำลังส่วนเฝ้าระวัง และ 3.กำลังส่วนการติดตาม

 สถานการณ์บ้านเมือง “พลิกไป-พลิกมา” แบบนี้ จึงทำให้ “รัฐบาล-ศอฉ.” ตัดสินใจที่จะยังคงบังคับใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และในพื้นที่ต่างจังหวัดอีก 24 จังหวัดต่อไปไม่มีกำหนด

 ขณะที่ “เคอร์ฟิว” อาจจะถูกยกเลิกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และในพื้นที่ต่างจังหวัด 24 จังหวัด เนื่องจาก “รัฐบาล-ศอฉ.” สามารถคุมเกมเอาไว้ได้อยู่ แม้ว่ายังไม่สามารถ “ทลาย” กองกำลังติดอาวุธ ที่กระจายอยู่ทั่วเมืองหลวงก็ตาม