
6 ปีสงครามอิรักประชาชนยังอยู่ในอันตราย
แบกแดด-ครบรอบ 6 ปีสงครามอิรัก แต่ความรุนแรงยังไม่ส่อเค้าว่าจะสิ้นสุด
วาระครบรอบ 6 ปีที่สหรัฐเป็นแกนนำกองกำลังนานาชาติบุกอิรักเพื่อโค่นอำนาจประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ได้เวียนมาบรรจบในวันศุกร์ (20 มี.ค.) นี้ ด้วยสัญญาณบ่งชี้ว่าสหรัฐจะถอนทหารทั้งหมดกลับมาตุภูมิภายใน 2 ปี แล้วมอบอำนาจการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศคืนให้ชาวอิรัก แต่ชาวอิรักยังคงดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางอันตรายอยู่ดี
ถึงแม้ยอดผู้เสียชีวิตในแต่ละเดือนลดลงเป็นอย่างมากนับตั้งแต่ต้นปี 2551 ขณะที่เจ้าหน้าที่อิรัก และสหรัฐต่างพากันให้คำรับรองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การถ่ายโอนอำนาจคืนสู่ชาวอิรักจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่เหตุระเบิดพลีชีพครั้งใหญ่ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 60 คน แสดงให้เห็นว่าชีวิตของชาวอิรักยังไม่ปลอดภัย
อิรักเริ่มเข้ามาดูแลความปลอดภัยในประเทศเองตั้งแต่เดือนมกราคม ภายหลังจากที่ข้อกำหนดของยูเอ็นสิ้นสุดลง ตามมาด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างสันติ ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 4 ปีของอิรัก ก็มีขึ้นตามมาในช่วงปลายเดือนเดียวกันนั้น
อย่างไรก็ตาม เหตุระเบิดล่าสุดในกรุงแบกแดดทำให้เกิดความวิตกกังวล และเสียงเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยขึ้นมาเพราะเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้ กลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรักซึ่งเป็นสาขาของอัล-ไกดา ออกมาอ้างความรับผิดชอบในการระเบิดพลีชีพหน้าโรงเรียนนายตำรวจเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 28 คน ขณะที่กองทัพสหรัฐในอิรักกล่าวถึงกลุ่มอัล-ไกดาในอิรักว่า ถึงแม้ว่าอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังสามารถก่อเหตุนองเลือดได้อยู่
“การโจมตีในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยได้เสื่อมโทรมลงอย่างจริงจัง และจะต้องมีการทบทวนในเรื่องนี้” นายทาเร็ก อัลฮาเชมี รองประธานาธิบดีอิรัก กล่าว
นอกจากนี้ การต่อสู้ในเมืองโมซูล และพื้นที่ของชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ทางภาคเหนือก็ยังคงร้อนแรงอยู่ ไม่นับรวมการแก่งแย่งอำนาจและทรัพยากรในหมู่คนต่างนิกายต่างศาสนา และต่างเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่ก็เพิ่มขึ้นด้วย
นายมาห์มูด ออธมาน ส.ส.ชาวเคิร์ดผู้คร่ำหวอดทางการเมืองของอิรัก กล่าวเตือนว่า ถ้าบรรดาผู้นำอิรักยังไม่ยอมประนีประนอม และหันมาทำงานร่วมกัน สถานการณ์ก็จะเสื่อมโทรมลง
“ไม่มีความสมานฉันท์ในหมู่ผู้นำอิรักเลย พวกเขาทำงานโดยเอาอารมณ์เป็นหลัก” นายมาห์มูด กล่าว



