
สังคมจิตป่วนไล่แทงนักเรียนอุตลุด
ในช่วงเดือนสองเดือนมานี้ เกิดข่าวอันน่าสลดใจครั้งแล้วครั้งเล่าในแดนมังกรจีน กรณีคนร้ายซึ่งส่วนใหญ่มักจะฉายเดี่ยวบุกเข้าไปในโรงเรียนอนุบาล
แล้วก่อเหตุไล่แทงเด็กนักเรียนตัวน้อยจนตายเจ็บนับสิบ ดังกรณีของอู๋ ฮวนหมิง วัย 48 ปี ผู้ซึ่งสุมไฟแค้นแน่นอกกรณีธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ประสบความล้มเหลว จึงคว้าปังตอไล่แทงเด็กนักเรียนและผู้ใหญ่เสียชีวิตรวม 9 ราย เจ็บ 11 ราย ที่โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศ ก่อนจะฆ่าตัวตายตามหนีผิด
นับเป็นเหตุไล่แทงนักเรียนครั้งรุนแรงสุดนับแต่เกิดเหตุครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา เมื่อ เจิ้ง หมินเฉิง วัย 42 ปี ใช้มีดแทงเด็กนักเรียนที่หน้าโรงเรียนประถมแห่งในมณฑลฝูเจี้ยน เสียชีวิต 8 ราย ก่อนจะถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 28 เมษายน นับแต่นั้นมามีเด็กระดับอนุบาลต้องเสียชีวิตอย่างน่าอนาถรวม 17 ราย อีกกว่า 50 ราย ได้รับบาดเจ็บ
วันเดียวกับที่นายเจิ้งถูกประหารชีวิต ก็มีผู้ก่อเหตุไล่แทงเด็กนักเรียนและครูโรงเรียนประถม ในมณฑลกวางตุ้ง บาดเจ็บ 18 ราย วันต่อมาก็เกิดเหตุทำนองเดียวกันที่มณฑลเจียงสู มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 29 ราย
จากนั้นวันที่ 30 เมษายน ชายคนหนึ่งในมณฑลชานตง ไล่ทำร้ายเด็กนักเรียนในโรงเรียนอนุบาล ทำให้เด็กๆ และครูบาดเจ็บ 5 ราย ก่อนที่จะจุดไฟเผาตัวเอง ตามด้วยเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เมื่อคนร้ายก่อเหตุในมณฑลกวางสี สังหารเด็กหญิงวัย 3 ขวบ และผู้หญิงอีก 2 คน พร้อมทำร้ายเด็ก 6 ขวบ ได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์จนเสียชีวิต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้รัฐบาลปักกิ่งนั่งไม่ติด ต้องรีบสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยตามโรงเรียน และโรงเรียนอนุบาลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษาตามถิ่นชนบทให้มากกว่าเดิม
ขณะที่เทศบาลกรุงปักกิ่งส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 800 คน พร้อมอุปกรณ์เต็มอัตราศึกรวมถึงไม้กระบองและแก๊สน้ำตาเข้าประจำการตามโรงเรียนต่างๆ เพิ่มจากที่มีอยู่เดิมราว 2,000 คน
นักสังคมวิทยาหลายคนฟันธงว่าคนร้ายเหล่านี้ล้วนแต่ป่วยทางจิต หลังตกเป็นเหยื่อความล้มเหลวของรัฐบาลที่มุ่งแต่พัฒนาเศรษฐกิจตลอดช่วง 30 ปี นับแต่เปิดประเทศ แม้จะทำให้บรรดาลูกหลานมังกรหลายล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน แต่เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจนี้ไม่ได้ทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้แข็งแรงมากพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนไม่ใช่น้อยอีกเช่นกันเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตขึ้น
นายหม่า อ้าย นักจิตวิทยาอาชญากรรม จากมหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ ในกรุงปักกิ่งให้ความเห็นว่า "เรามัวแต่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่กลับหลงลืมที่จะพัฒนาด้านสุขภาพจิต เพราะการเปลี่ยนแปลงในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป"
แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเหตุใดคนร้ายเหล่านี้ถึงได้เลือกเด็กเล็กๆ เป็นเป้าหมาย แต่นายหม่า อ้าย ชี้ว่าคนเหล่านี้อาจต้องการทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนก ด้วยการก่อเหตุเลียนแบบกัน เพื่อแก้แค้นสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและเป็นตัวการทำให้ตัวเองต้องทนทุกข์ทรมาน
การที่แดนมังกรตัดสินใจเปิดประเทศ ส่งผลให้ชาวจีนทุกวันนี้ต้องเผชิญกับแรงกดดันใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว แม้จะมีมาตรฐานการดำรงชีวิตดีขึ้น และมีเสรีภาพมากขึ้นกว่าเดิมก็ตาม
ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า อาการป่วยทางจิตและความเครียดของลูกหลานมังกรมีมากขึ้น ตามลำดับ อย่างไรก็ดี นายไมเคิล ฟิลิปส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแห่งมหาวิทยาลัยตงจื่อ ในนครเซี่ยงไฮ้ ชี้ว่า แพทย์จำนวนมากที่อยู่ตามเมืองเล็กๆ กลับไม่มีความรู้เกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตเลย ประกอบกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่กล้าเผยตัวและไม่ยอมเข้ามารับการบำบัดทางจิต เนื่องจากเกรงจะถูกสังคมลงโทษอย่างรุนแรง
ผลการศึกษาที่นายฟิลิปส์จัดทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ยังพบว่าชาวจีนราว 173 ล้านคน ทนทุกข์ทรมานจากปัญหาทางจิตในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลีกตัวออกจากสังคม ไปจนถึง อาการติดเหล้า ที่สำคัญ 91% ในจำนวนนี้ไม่เคยเข้ารับการรักษาเลย
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ รัฐบาลกลางไม่ได้ให้ความสนใจต่อระบบสุขภาพแห่งชาติมากนัก ทำให้เงินสนับสนุนมีเพียงเล็กน้อยไม่พอต่อการรักษาซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างขอไปที หรือเลือกปฏิบัติ
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว รัฐบาลเพิ่งจะลืมตาตื่นจากปัญหาที่ถูกหมกเม็ดมานาน จึงอัดฉีดเงินกว่า 1 แสนล้านหยวน จัดตั้งระบบที่รับประกันการรักษาขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ 1,300 ล้านคนภายในปี 2563
อย่างไรก็ดี นายฟิลิปส์เตือนว่า จีนต้องเผชิญกับภาระอันหนักหน่วงในการวางรากฐานเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตอย่างเหมาะสม
"ในจีน เรารู้ดีว่าเราจำเป็นต้องเดินไปในทิศทางดังกล่าว แต่วิธีการที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่"
นายเหม็ง เจี้ยนซือ รัฐมนตรีกระทรวงความสงบเรียบร้อยสาธารณะ ได้เรียกร้องให้สำนักงานตำรวจท้องถิ่นทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษา และข้าราชการส่วนต่างๆ เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีจุดบอดใดๆ ในโรงเรียนอนุบาล สถานดูแลเด็กเล็ก และโรงเรียนสอนพิเศษต่างๆ
นอกจากนี้ ยังแนะให้รัฐบาลต้องเพิ่มการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่ประชาชน ที่มีบุคลิกหวาดระแวง รวมถึงเพิ่มมาตรการระดับรากหญ้า ในความพยายามที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วย
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



