ข่าว

แก้วิกฤติ

แก้วิกฤติ

30 พ.ค. 2553

คำว่า “ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม” ดูจะกลายเป็นวลีที่ใครๆ ก็พูดถึงในห้วงเวลานี้...เวลาที่เราได้บาดเจ็บจากความขัดแย้งทางความคิดของคนไทยด้วยกัน แม้จะมีคำพูดปลอบใจว่า “เป็นแผลบ้างก็ดี จะได้รู้จักจำ” แต่ก็คงไม่เพียงพอที่จะเยียวยาความรู้สึกของใครหลายคน

 ก่อนลงมือเขียน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ดิฉันก็มึนๆ อยู่ว่า ภาวะแบบนี้จะมีใครสนใจเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะนาทีนี้ แค่รักษาระดับลมหายใจให้สม่ำเสมอ ยังทำได้ยาก จนกระทั่งได้คุยกับ คุณสุรเกียรติ์ ผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” ที่แนะนำว่า ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะไหน เราต่างต้องทำหน้าที่ และถ้าเรารู้สึกว่า ขณะนี้คือวิกฤติการณ์ทางการเมือง เราก็ต้องหาวิธีบริหารเงิน บริหารทรัพย์สิน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเวลาเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ

 ประเด็นวันนี้ จึงอยู่ที่เราจะบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างไร ภายใต้วิกฤติทางการเมือง ที่ต้องยอมรับว่า มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และจิตใจของไทยทุกคน

 หน้าที่ของดิฉันคือ แสวงหาคำตอบไปทั่ว แต่มาได้คำตอบที่ใช่เลยจากคนใกล้ตัว ก็คือ คุณวีระ ธีรภัทร ที่ร่วมจัดรายการเงินทองต้องรู้ด้วยกัน เพราะคุณวีระบอกว่า การบริหารทรัพย์สินให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในภาวะนี้ เป็นไปได้ยากเต็มที

 เหตุผลสำคัญมีอยู่ 2 ประการค่ะ นั่นคือ 1.การโยกย้ายเงินจากแหล่งที่ลงทุนอยู่เดิมไปหาแหล่งใหม่ๆ เพื่อจะเกลี่ยผลตอบแทนให้เพิ่มขึ้นเป็นไปได้ยาก และ 2.มีความเสี่ยงจากปัจจัยที่คาดไม่ถึงสูงมาก หรือมีความแปรปรวน ไม่แน่นอนจากสิ่งที่คิดไว้เยอะมาก ดังนั้น ที่ทำได้ ก็คือ การลงทุนในสิ่งที่เข้าใกล้เงินสด หรือ Near Money ให้มากที่สุด

 คุณวีระก็เลยแนะนำว่า เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน แปรปรวน ผันผวน หรือคาดไม่ถึง อะไรก็แล้วแต่ แหล่งพักพิงระยะยาวของเงิน ก็ควรจะอยู่ที่ พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งดิฉันเคยเขียนถึงวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดการจองซื้อไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็มีเหตุวุ่นวายทางการเมืองจนต้องเลื่อนการขาย รอบนี้จะเปิดขายระหว่างวันที่ 7-11 มิถุนายน ด้วยเงื่อนไขเดิมทุกประการ เปลี่ยนแปลงแค่วันที่ ซึ่งรูปแบบก็เหมาะกับคนที่สนใจจะพักเงินยาว 6 ปี ด้วยผลตอบแทนที่น่าพอใจ และแน่นอน ภายใต้ความเสี่ยงต่ำ

 ขณะที่ระยะกลางก็ไปพักไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นเงินฝากประจำ และส่วนสุดท้าย เป็นเงินลงทุนระยะสั้น ให้เลือกลงทุนในกองทุนตลาดเงิน หรือมันนี่ มาร์เก็ต ฟันด์ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)

 ทั้งหมดนี้เข้าใกล้เงินสด ความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็ไม่ได้สูงมากมาย เพียงแต่ทำให้คุณนอนหลับ หายใจคล่องขึ้น ท่ามกลางวิกฤติการณ์ที่นำมาซึ่งความไม่แน่นอน

 แต่ก็น่าแปลกนะคะ ที่เวลาเหนื่อยมากๆ ก็มักมีเรื่องมาให้ชื่นใจได้เสมอ ล่าสุดดิฉันได้รับอีเมลจากผู้อ่าน “คม ชัด ลึก” ซึ่งเป็นคุณแม่บ้านที่น่ารักมาก เพราะไม่เพียงแค่จะทำหน้าที่คุณแม่ที่สอนให้ลูกสาวตัวเล็กๆ รู้จักเก็บออมเงินแล้ว ยังเผื่อแผ่ความใจดีมาถึงครอบครัว “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ของเราด้วย

 คุณรุ่งทิวา เพียรธรรม หรือ “คุณรุ่ง” คุณแม่ของน้องออมสิน กรุณาส่งอีเมลมาถึงดิฉันเพื่อจะขอให้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการมอบ “สมุดเงินออม” บันทึกการใช้จ่ายของเด็กๆ ซึ่งคุณรุ่งจัดทำขึ้นด้วยทุนทรัพย์ของตัวเอง เพื่อส่งให้คุณผู้อ่านที่สนใจถึง 100 เล่มด้วยกันค่ะ

 ขอบอกว่า รูปร่างหน้าตาของสมุดเงินออม น่ารัก น่าใช้ และดึงดูดใจไม่น้อยทีเดียวค่ะ

 จุดเริ่มต้นของการจัดทำสมุดเงินออม มาจากการที่คุณรุ่งเห็นประโยชน์ของการเก็บออมเงิน และพอลูกสาวกำลังจะขึ้นชั้น ป.1 ซึ่งจะได้รับเงินค่าขนมไปโรงเรียนเป็นครั้งแรก ก็ทำให้คุณแม่อยากจะสร้างวินัยทางการเงินให้น้องออมสินตั้งแต่วัยเยาว์

 ในสมุดเงินออมเล่มนี้ จะประกอบไปด้วย ส่วนที่เป็นบันทึกข้อมูลส่วนตัวของเด็กๆ บันทึกเป้าหมายที่เป็นนามธรรม เช่น ต้องการนำเงินที่เก็บออมได้ไปซื้อตุ๊กตา หนังสือ กล่องดินสอ หรือเพื่อเป็นขวัญถุงในการเปิดบัญชีธนาคารลงในหน้าถัดไป ซึ่งจะมีการนำประเมินผลในช่วงท้ายด้วย

 จากนั้นก็จะเริ่มให้เด็กๆ ทำการบันทึกลงในสมุด ทั้งรายรับ-รายจ่ายของเงิน โดยแยกประเภทค่าใช้จ่ายออกตามหมวดต่างๆ แล้วก็จะมีการประเมินผลเป็นระยะๆ ด้วย

 ดิฉันถามถึง “โมเดล” อย่างหนูน้อยออมสินว่า เมื่อลองใช้กับลูกสาวแล้ว เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง คุณรุ่งบอกว่า น้องออมสินกำลังปลื้มใจกับการมีเงินเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรก และเงินนั้นก็สามารถซื้อสิ่งของหรือขนมที่ต้องการได้ ซึ่งก็ปรากฏว่า น้องสนุกกับการใช้เงินไปเสียอีก ดังนั้นคุณแม่ก็เลยต้องทำหน้าที่สอนเพิ่มเติม และค่อยๆ บอกคุณลูกให้เข้าใจถึงคุณค่าของเงิน ผ่านความอิ่มหมีพีมันของพี่หมู ซึ่งเป็นกระปุกออมสิน

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]