
ขอโทษที่เคยไม่ชอบกรุงเทพฯ
วินาทีนี้ ยอมรับว่าไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร เพราะยังรู้สึกสลด หดหู่ เสียใจต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น หลายๆ คนซึมเศร้า น้ำตามันไหลอยู่ข้างใน เจ็บปวดยิ่งกว่าสงครามไหนๆ
ในอดีตผมไม่ค่อยชอบกรุงเทพฯ สักเท่าไหร่ เพราะทนเบื่อกับรถติด อากาศร้อน ขนส่งมวลชนล้นหลาม ต้องแย่งกันกินกันใช้ เคยคิดแม้กระทั่งจะหนีไปเมืองอื่น หรือประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง
มาวันนี้ ผมเปลี่ยนความคิด สงสารและรักเมืองนี้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมขอโทษด้วยใจ และหวังจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟู เยียวยา แก้ไขให้กรุงเทพฯ กลับมาเป็นเมืองฟ้าอมรอีกครั้ง
ผมเชื่อเสมอว่า แม้อาวุธ เปลวไฟ จะทำลายบ้านเมืองจนเหลือเป็นซากปรักหักพัง แต่ก็มิอาจทำลาย หรือทำร้าย “หัวใจ” ของคนไทยให้แตกสลายได้
ล้มแล้วต้องลุกครับ เจ็บแล้วก็ต้องจำ ชีวิตย่อมมีขึ้นมีลง คิดซะว่าฝันร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว คนไทยทั้งประเทศต้องตื่นลืมตา ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก้าวเดินต่อไปอย่างมีสติ
ญี่ปุ่นเจอพิษภัยสงครามโลกยังกลับมาผงาดได้ แล้วทำไมคนไทยที่มีสองแขน สองขา หนึ่งสมองเหมือนกัน จะทำไม่ได้? บรรพบุรุษบ้านเราก็ทำให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง กอบกู้เอกราชเพื่อพวกเรามาแล้ว
ขอเพียงกลับมาร่วมมือ กอดคอ กอดใจไปด้วยกัน พลิกฟื้นคำว่า “สามัคคี” ให้กลับมาทรงพลัง มีความศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง อีกไม่นานเกินรอเราจะกลับมามีความสุขเหมือนเดิม
ที่สำคัญ ผมอยากให้ทุกคนเริ่มให้กำลังใจตัวเองก่อน “ตึกรามบ้านช่อง” ซ่อมได้ สร้างใหม่ได้ แต่ “หัวใจ” แม้ต้องใช้เวลา แต่ก็เป็นพื้นฐาน ถ้าไม่มีใจก็ไม่มีวันจะกลับมาอีกครั้ง
ในอีกซีกโลกหนึ่ง ว่ากันว่านี่คือจุดพลิกผันที่ต่างชาติหันมามองบ้านเราด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ต้นทุนทางสังคมที่สั่งสมมานานนับร้อยปี ถูกลบไปเพียงชั่วข้ามคืน
คนไทยที่เคยยิ้มแย้ม ช่วยเหลือเกื้อกูล กลายเป็นคนที่โหดร้าย ทำลายกันเอง
ใช่ว่าผมจะไม่ห่วงเรื่องนี้อย่างใครเขา แต่วินาทีนี้ ผมกลับอยากให้เราแคร์คนชาติเดียวกันก่อน อย่าเพิ่งกังวลเรื่องตัวเลขนักท่องเที่ยว จนลืมคนข้างใน เพราะ “ถ้าคนในบ้านไม่มีสุข ใครจะมาก็ไม่มีประโยชน์ครับ”
รอยยิ้มต้องเกิดจากข้างในก่อน แล้วเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เรากลับมาเป็นสวรรค์ของนักเดินทางอีกครั้ง
หลังเหตุร้ายจบ เชื่อว่ามีเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบเป็นร้อย มีคนไทยที่ต้องตกงานนับพัน และเมื่อบวกเข้ากับคนในครอบครัวที่พวกเขาต้องดูแลเลี้ยงดู งานนี้ไม่ต่างอะไรกับภัยธรรมชาติเลย
ผมว่ารัฐเองก็ไม่ได้ทอดทิ้ง หน่วยงานทุกหน่วยกำลังเร่งลงมือแก้ไขให้สอดประสานลงตัวที่สุด ทั้งด้านมาตรการภาษีเพื่อลดภาระ มาตรการใช้เงินสดเพื่อช่วยผู้บริโภค การหาอาชีพ การให้เงินกู้ยืม ดอกเบี้ยต่ำ และอีกสารพัดที่จะทำได้
คีย์เวิร์ดคือ ต้องพยายามรับฟังเรื่องราวร้องทุกข์ให้ครบทุกด้าน แล้วค่อยๆ ฟื้นฟูให้ครอบคลุมเศรษฐกิจทุกภาคส่วนจริงๆ
ส่วนภาคประชาชน ก็ต้องช่วยด้วย ถ้าเอื้อเฟื้อกันได้ ก็ไม่ต้องเกี่ยง เรียกได้ว่า ใครมีหน้าที่อะไร ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี อย่าได้ขาดตกบกพร่อง เพราะนี่คือวิกฤติสำคัญที่พิสูจน์ความเป็นสายเลือดคนไทยอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน แผนปรองดองของท่านนายกฯ ก็ต้องเดินหน้า เพราะแม้เหตุการณ์จะสงบ คลี่คลายลง รากเหง้าของปัญหา ความรู้สึกเหลื่อมล้ำต่ำสูง มาตรฐานที่ไม่เท่าเทียม ข้อกล่าวหาต่างๆ ต้องได้รับการดูแล แก้ไข
วันนี้ฝันร้ายจบลงแล้ว คืนนี้และคืนต่อไป คงไม่มีใครอยากกลับไปฝันเหมือนเดิมครับ…
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]



