
ชี้เซ็นทรัลเวิลด์ส่วนเซนโซนเอรื้อทิ้งเหลือซ่อมได้
วสท.ชี้เซ็นทรัลเวิลด์ส่วนเซนโซนเอ เสียหายหนักต้องรื้อทิ้งสร้างใหม่ ส่วนฝั่งทาวเวอร์ซ่อมได้ ปลัดก.พาณิชย์เผยเตรียมคุย "กทม.-สตช."จัดงานช่วยผู้ประกอบการอีก
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 29 พ.ค.นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พร้อมเจ้าหน้าที่จากสำนักการโยธา (สนย.) และสำนักงานเขตปทุมวัน พร้อมด้วยนายธเนศ วีระศิริ อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ในฐานะรองเลขาธิการสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และนายการุณ จันทรางศุ วิศวกรผู้ออกแบบห้างเซ็นทรัล เวิลด์ เข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบความเสียหายโครงสร้างอาคารของห้างเซน เซ็นทรัลเวิลด์ ห้างบิ๊กซี ราชดำริ และโรงภาพยนตร์สยาม สยามสแควร์ ซ.5 หลังจากที่ถูกเพลิงไหม้ในเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง
นายธเนศ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าห้างเซน โซนเอ ฝั่งพลาซ่ารวม 7 ชั้นเสียหายอยู่ในระดับ 1 ต้องมีการรื้อทิ้งและก่อสร้างใหม่ เนื่องจากตั้งแต่ชั้น 7 ลงมามีการยุบตัวของอาคาร ส่วนห้างเซน ฝั่งทาวเวอร์ ซึ่งสูงประมาณ 17 ชั้น พบว่ามีสภาพความเสียหายอยู่ในระดับ 2 เสียหายปานกลาง โดยพบความเสียหายตั้งแต่ชั้น 3 - 6 โดยใต้ท้องพื้นโดนความร้อนจนหลุดเป็นบริเวณกว้าง แต่ก็ยังสามารถซ่อมได้โดยจะต้องมีการใช้เหล็กรูปพรรณมาค้ำยัน อย่างไรก็ตาม ต้องให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบในเชิงลึกอีกครั้ง
นายธเนศ กล่าวว่า แม้ว่ามีบางส่วนจะต้องก่อสร้างใหม่ แต่จะไม่กระทบกับอาคารในส่วนอื่นอย่างแน่นอน เพราะห้างเซ็นทรัล เวิลด์เป็นอาคารก่อสร้างแบบใหม่ มีการแยกโครงสร้างอาคารออกจากกันอย่างชัดเจน ดังนั้นจะไม่กระทบกับโครงสร้างอาคารในส่วนอื่นๆ แม้ว่าจะต้องมีการรื้อห้างเซน โซนเอ ฝั่งพลาซ่าเพื่อก่อสร้างใหม่ก็ตาม ทั้งนี้ จากการหารือกับนายการุณ วิศวกรของทางห้าง คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 6 - 8 เดือน
นายธเนศ กล่าวว่า ในส่วนของห้างบิ๊กซี ราชดำรินั้น จากการตรวจสอบพบสภาพความเสียหายอยู่ในระดับ 2 เช่นเดียวกัน โดยโครงสร้างใต้ท้องพื้นของชั้น 2 เกิดการกระเทาะจนเห็นเหล็ก แต่เนื่องจากห้างดังกล่าวก่อสร้างโดยใช้คอนกรีตเหล็กอัดแรง ซึ่งเป็นเหล็กพิเศษเสริมเข้าไป เมื่อถูกความร้อนจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สามารถให้เจ้าหน้าที่หรือวิศวกรเข้าเคลียร์พื้นที่ได้ทันที แต่ต้องใช้ความระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ต้องให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบในเชิงลึกอีกครั้งเช่นเดียวกัน
นายธเนศ กล่าวต่อว่า ส่วนโรงภาพยนตร์สยามนั้น พบว่าสภาพความเสียหายอยู่ในระดับ 2 เช่นเดียวกัน จากการตรวจสอบพบว่าหลังคาในส่วนของโรงภาพยนตร์ยังร่วงหล่นลงมา ขณะที่ผนังฝั่งซ้ายและขวาเกิดการโน้มตัวลงมาด้วย แต่ส่วนที่เป็นเสายังคงรูปอยู่ ดังนั้นสามารถซ่อมแซมได้ แต่ต้องให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบในเชิงลึกอีกครั้งเช่นเดียวกัน และควรจะมีการรื้อชิ้นส่วนของหลังคาลงมาให้หมดก่อนเข้าตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เข้าสู่หน้าฝนนั้นอยากให้ทางเจ้าของโรงภาพยนตร์สยาม ดำเนินการคลุมผ้าใบพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้มิดชิด เพราะเกรงว่าลมอาจจะพัดเอาเศษชิ้นส่วนหรือวัสดุ เช่น กระจก ตกลงมาใส่ประชาชนที่เดินผ่านไปมาในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งบริเวณฝั่งเซนในห้างเซ็นทรัล เวิลด์ด้วย ซึ่งยังมีเศษกระจกที่เป็นชิ้นส่วนของตัวอาคารยังคงติดคาอยู่ นอกจากนี้ควรมีการขึงผ้าใบคลุมด้านบนอาคารด้วย เพราะหากฝนตกลงมาอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ส่งผลให้อาคารทรุดตัวลงมาเร็วยิ่งขึ้น
นายธเนศ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนมีความเป็นห่วงอาคารร้านหนังสือดอกหญ้า บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ เนื่องจากโครงเหล็กของอาคารเกิดบิดเบี้ยว อยากให้ผู้ประกอบการทำแผงกั้นซอย ระหว่างอาคารดังกล่าวและบริเวณห้างเซ็นเตอร์ วัน เนื่องจากยังมีประชาชนเดินเข้า -ออกตลอดเวลา เศษวัสดุของอาคารอาจจะตกลงมาสร้างความเดือดร้อน หรืออันตรายให้กับประชาชนได้ อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่ากฎกระทรวงที่เกี่ยวกับอาคาร เช่น การที่อาคารต้องติดสปริงเกอร์ ถังดับเพลิง หรือแม้แต่การทำบันไดและประตูหนีไฟนั้นมีประโยชน์มาก ซึ่งช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งหลังจากนี้ตนและเจ้าหน้าที่ของ วสท.จะได้มีการหารือกันว่าจะต้องมีการปรับปรุงหรือเพิ่มเติมกฎกระทรวงในประเด็นใดอีก
ด้านนายพรเทพ กล่าวว่า หลังจากนี้จะได้มอบหมายให้สำนักงานเขต ดูแลให้ทางผู้ประกอบการดำเนินการดูแลอาคารที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะการขึงผ้าใบหรือใช้วัสดุปิดกั้นเศษชิ้นส่วนของอาคารให้มิดชิดตามที่วิศวกรระบุ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ส่วนแผนการซ่อมแซมนั้น หากเจ้าของอาคารจะทำการซ่อมแซม ก็ให้เสนอแผนกลับมาที่สำนักการโยธา (สนย.) เพื่อขออนุมัติต่อไป ทั้งนี้ กทม.เตรียมจะจัดกิจกรรมเดินวิ่งการกุศล รวมทั้งจัดมหกรรมกินเที่ยวฟรีในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ที่สวนลุมพินี หลังจากครบรอบ 1 เดือนจากวิกฤติทางการเมือง
ปลัดก.พาณิชย์เผยเตรียมจัดงานช่วยผู้ประกอบการอีก
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ถึงความคืบหน้าการจัดงานรวมพลังเพื่อวันใหม่ หรือ TOGETER WE CAN GRAND SALE ว่า เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ซึ่งเป็นการจัดงานวันแรก มีประชาชนมาร่วมงานจับจ่ายสินค้ากว่า 180,000 คน ส่งผลให้มีรายได้รวมวันแรกกว่า 40 ล้านบาท ทั้งนี้ เชื่อว่ายอดผู้เข้าร่วมงานวันนี้น่าจะเกิน 200,000 คน ซึ่งจะส่งผลให้รายได้รวมน่าจะเกินกว่า 100 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้
"ถือว่าการจัดงานนี้ประสบผลสำเร็จ มีประชาชนมาร่วมงานจำนวนมาก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ทหาร และเจ้าหน้าที่เทศกิจ ทำให้ผู้ค้าและประชาชนที่มาซื้อสินค้าสบายใจ ซึ่งการจัดงานนี้ นอกจากจะเป็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับชาวต่างชาติได้เห็นว่า สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ประเทศไทยจึงสามารถจัดงานมหกรรมดังกล่าวได้ ส่วนเสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการที่ต้องการให้จัดงานเช่นนี้ต่อไปอีกนั้น กระทรวงพาณิชย์จะร่วมหารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) อีกครั้ง เพื่อกำหนดวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสม" นายยรรยง กล่าว



