
รำลึกวีรชนพฤษภาโคทมชี้บ้านเมืองไร้ปรองดอง
18 ปี รำลึกวีรชนพฤษภาประชาธรรม "โคทม" ชี้บ้านเมืองไร้ปรองดองร้องรัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ว. ร่วมหาทางออกชาติ ถนนคนเดินสีสมวันที่2คึกแห่ซื้อตั้งแต่ยังไม่เปิดร้าน ปชช.ส่วนใหญ่อยากให้รบ.แก้ปัญหาปากท้องมากที่สุด
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 พ.ค.ที่สวนสันติพร ถนนราชดำเนินกลาง ได้มีการจัดงาน ‘ รำลึก 18 ปี 17 พฤษภา วันพฤษภาประชาธรรม ’ โดยมีพิธีการรำลึกทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนที่เสียชีวิตในการเรียกร้องประชาธิปไตยเดือนพฤษภา 35 ตัวแทนจากจากองค์กรต่างๆเข้าร่วมกันวางมาลัยสดุดีวีรชน ทั้งนี้กำหนดการจัดงานจะมีขึ้นทุกวันที่ 17 พ.ค. แต่ต้องเลื่อนงาน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองไม่ปกติ โดยปีนี้ไม่มีนักการเมืองจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน เข้าร่วมงานไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา
นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ตัวแทนญาติวีรชนพฤษภาประชาธรรม กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นการนำพามาเพื่อความก้าวหน้าแห่งประชาธิปไตยให้ก้าวสู่นานาประเทศ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาในวันที่ 19 พ.ค.53 เป็นเหตุการณ์การณ์ที่เป็นวิกฤตทางการเมือง ที่สร้างความสูญเสียจากการชุมนุม ทั้งเจ้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ รวมถึงประชาชน ตนในนามของตัวแทนญาติวีรชน ขอแสดงความเสียใจ เพราะทราบดีว่าการสูญเสียที่เกิดจากธรรมชาติ สามารถที่จะพอทำใจยอมรับได้ แต่การสูญเสียที่เกิดจากความรุนแรงในสังคม ยากที่จะทำใจ เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย ขอให้ใช้บทเรียนจาก 17 พฤษภาคม 2535 เป็นเครื่องเตือนใจ อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรดีต่อสังคมเท่ากับความรัก ความเมตตา และการรู้จักการให้อภัย
นายอดุลย์ ยังกล่าวเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้ 1. ขอเรียกร้องให้สังคมมีความปรองดอง สามัคคี เมตตา และมีการให้อภัยกัน 2. ตนขอให้ทางรัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 ที่ผ่านมาเพื่อนำข้อเท็จจริงสู่ประชาชน พร้อมกับให้นายกรัฐมนตรีมีความเมตตา เข้าใจ แก่ผู้ที่สูญเสียในเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้ที่มาชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบเกิดความสูญเสีย ดังนั้นตราบใดที่ข้อกล่าวหายังไม่ถูกตัดสิน ขอให้ประชาชนเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ และ3.ขอให้นายกฯ และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง ให้ยกเลิกกฎหมายความมั่นคง
นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม กล่าวว่า วันนี้มีการจัดงานรำลึก 18 ปี วีรชน พฤษภา 2535 ในระยะเวลาอันใกล้ไม่กี่เดือนก็จะมีการสร้างอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ขณะเดียวกันได้มีเหตุการณ์ที่เกิดเหตุพฤษภา 2553 ขึ้น มีคนหลายฝ่าย แบ่งเป็นฝ่ายสีเหลือง ฝ่ายสีแดง แต่สิ่งที่เหมือนกันของการเรียกร้องล้วนเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย โดยปี 2535 เป็นการเรียกร้องของคนกรุงเทพฯ เหตุการณ์ล่าสุดเป็นการเรียกร้องของคนทั่วทุกจังหวัด จึงควรนำมาเป็นบทเรียน ในอนาคตจะทำอย่างไรเพื่อที่จะหาจุดร่วมในการสร้างประชาธิปไตยร่วมกัน
“การเมืองและความขัดแย้งเรื่องประชาธิปไตยในปัจจุบัน เป็นหนังม้วนยาวให้จบทันที่คงยาก แม้ว่ามีฝ่ายใดเสนอสิ่งดี ๆ ก็อาจถูกปฏิเสธได้ เพราะวันนี้อารมณ์และความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้อยู่ในความรู้สึกปรองดอง เพราะต่างฝ่ายเห็นกันเป็นปฏิปักษ์ ดังนั้นเห็นว่า ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว.ต้องหาทางออกและแก้ไขปัญหาร่วมกันแสดงออกในแนวทางที่ดีๆร่วมกัน ” นายโคทม กล่าว
วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ค.นี้ เวลา 08.00 น.- 10.00 น. ทางเครือข่ายสันติวิธี และองค์กรเอกชน จะรวมตัวกันที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ก่อนเดินเท้ามุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและมุ่งไปยังแยกคอกวัวที่ถนนราชดำเนินกลาง เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการเรียกร้องประชาธิปไตย
ถนนคนเดินสีสมวันที่2คึกแห่ซื้อตั้งแต่ยังไม่เปิดร้าน
บรรยากาศงานมหกรรมรวมพลังเพื่อวันใหม่เป็นวันที่สอง บรรดาผู้ค้าต่างเตรียมร้านค้ากันคึกคัก และเริ่มมีลูกค้าออกมาจับจ่ายกันตั้งแต่เวลา 08.00 น. ทั้งที่เวลาเปิดจริงคือ 10.00 น.ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ระหว่างกทม. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารหลายร้อยนาย รอบพื้นที่ถนนสีลม รวมถึงพื้นที่การค้าขาย ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่ค้าขายในวันนี้ มีร้านค้าเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อวาน และจะส่งผลให้พื้นที่เดินซื้อของลดลงด้วย
ปชช.ส่วนใหญ่อยากให้รบ.แก้ปัญหาปากท้องมากที่สุด
สวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจากกลุ่มตัวอย่าง 3,508 คน ระหว่างวันที่ 25-28 พฤษภาคม ในหัวข้อ "ประชาชนคิดอย่างไร กับการทำโพลล์ระดับชาติของรัฐบาล" โดยใช้คำถามปลายเปิดให้ประชาชนเลือกตอบตามความคิดเห็นของตนเอง
สำหรับคำถามว่า ประชาชนอยากให้รัฐบาลตั้งคำถามเพื่อสอบถามประชาชนในเรื่องใดบ้าง พบว่าอันดับ 1 หรือ ร้อยละ 44.63 ต้องการให้สอบถามเรื่องปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ รองลงมา อยากให้ถามถึงปัญหาเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลแก้ไข , ความทุกข์ , ความคาดหวังที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาล และวิธีการที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข
ส่วนข้อมูลที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลรับรู้มากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 45.78 ระบุว่า ความยากลำบากในการทำมาหากิน ภาระหนี้สิน ดอกเบี้ยสูง รองลงมา คือความกังวลในความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน , ถูกหลอก ถูกโกง ถูกเอารัดเอาเปรียบ , การขาดแคลนสินค้า ที่ดินทำกิน สาธารณูปโภค สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม การเข้าไม่ถึงพื้นที่หรือชุมชนที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ
ส่วนสิ่งใดบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 48.96 ระบุว่า สภาพบ้านเรือน ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนและความปลอดภัย รองลงมาคือ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค , การเดินทาง การคมนาคม ระบบขนส่ง , จำนวนประชากรที่มีงานทำ ผู้ที่อยู่ในวัยเรียน วัยเกษียณ ว่างงาน , การสาธารณสุข โรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาด
และสิ่งใดบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำมาหากินของประชาชน ส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 39.69 ระบุว่า นโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน เกษตร และอุตสาหกรรม รองลงมาคือ การให้เงินกู้ของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ย ภาษี , แหล่งวัตถุดิบ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำกินในแต่ละพื้นที่ , การฝึกอบรม ส่งเสริมอาชีพ หางานให้ผู้ว่างงาน , และการให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง



