
จับตาร.ร.นปช.เดินเกมคู่ขนาน"อาวุธทางความคิด"น่ากลัวกว่าปืน!!
แม้การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ที่เวทีแยกราชประสงค์จะถูกสลายไปแล้ว
แต่ความเคียดแค้นของคนเสื้อแดงที่ถูกปลูกฝังให้เกลียดชังรัฐบาล กองทัพ และอำมาตยาธิปไตย ยังไม่สูญสลายไปไหน เพียงแต่กำลังหลบเลียแผลกาย-แผลใจ รอวันที่จะกลับมาทวงแค้นอีกครั้ง !!!
ต้องยอมรับความจริงว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้มีการปลูกฝังชุดความคิดที่ปลุกระดมให้เกลียดชัง และปฏิเสธรัฐบาลที่ได้เสวยสุขจากการยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งอำมาตย์ที่อยู่หลังฉากมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากสื่อสีแดง ทั้งสิ่งพิมพ์ ทีวีดาวเทียม เว็บไซต์ หรือวิทยุชุมชน ที่มุ่งปลูกฝังชุดความคิดแบบคนเสื้อแดงแล้ว
"โรงเรียนผู้ปฏิบัติการนปช.ทั้งแผ่นดิน" ก็เป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังลัทธิเสื้อแดงอย่างเป็นระบบตั้งแต่หลังสงกรานต์เลือดปี 52
โดยมีจุดหมายเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ แนวทางการต่อสู้ รวมทั้งระบบการหาสมาชิก และจัดตั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบ
ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของทัพคนเสื้อแดงในปี 2553 มีความเข้มแข็งกว่าปีที่แล้วมาก และถ้าหากไม่ติดกับดักการใช้ "ความรุนแรง" ในหลายๆ เหตุการณ์จนตกเป็น "จำเลยสังคม" เสียเอง
โฉมหน้าของศึกที่แยกราชประสงค์อาจจะเปลี่ยนไปอีกทางก็ได้
แม้คราวนี้กองทัพแดงจะประสบความพ่ายแพ้เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน แต่ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลูกฝังชุดความคิดแบบคนเสื้อแดงก็ไม่ได้สูญสลายไปไหน และมีทีท่าว่าจะเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
จับปฏิกิริยาจาก นายนิสิต สินธุไพร ผอ.โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ซึ่งกล่าวเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ก่อนเลิกม็อบเพียง 8 วัน ที่ประกาศจะขับเคลื่อนโรงเรียนนปช.ต่อไป แม้เวทีราชประสงค์จะถูกสลายไป
นายนิสิต กล่าวหลังจากมีการเสนอให้ปิดโรงเรียนนปช. เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงว่า โรงเรียน นปช.ไม่ได้อยู่กับที่ ไม่ได้มีสถานที่ตั้งที่ชัดเจน แต่โรงเรียน นปช. เป็นการสอนโดยการจัดสัมมนาตามจังหวัด และอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ แต่จะเน้นที่ภาคเหนือ และอีสาน
ช่วงแรกจะเป็นการอบรมให้แก่ผู้นำของแต่ละชุมชนซึ่งทำเป็นรูปแบบกลุ่มย่อย กลุ่มละประมาณ 9-10 คน โดยช่วงที่ผ่านมามีผู้เข้ารับการอบรม 16,700 คน และกลุ่มคนเหล่านี้ได้นำไปจัดตั้งรูปแบบ "องค์กร" เพื่อ "หาสมาชิกตามหมู่บ้าน" ต่างๆ
หลังจากนี้จะมีการปรับปรุงหลักสูตร โดยจะนำเอาการเคลื่อนไหวตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าฯ ถึงแยกราชประสงค์มาบรรจุ และสรุปเป็นบทเรียนด้วย
เป็นการพูดเหมือนจะรู้ล่วงหน้าว่า เวทีต่อสู้ในเมืองจะไปไม่รอด จึงได้เตรียมแผนปักธงสู้ต่อในเขตชนบทในระยะยาว
ขณะที่ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงระบุว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนนปช.ประมาณ 400 แห่งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ 19 จังหวัดภาคอีสาน และ 14 จังหวัดภาคเหนือ
ส่วนหลักสูตร แม้จะระบุว่า เป็นการปลูกฝังความรู้เรื่องประชาธิปไตย แต่กลับมีการปลูกฝังแนวคิดที่คล้ายคลึงกับลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีเป้าหมายล้มล้างระบอบอำมาตยาธิปไตยที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันเบื้องสูง
น่าสนใจว่า ผู้บัญญัติหลักสูตรดังกล่าว คือ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ภรรยา นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช.
สำหรับหลักสูตรเบื้องต้นจะมีการฝึกอบรมเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน วันเสาร์-อาทิตย์ โดยจะเน้นกลุ่มผู้ใหญ่เป็นหลัก แต่ต่อมา ได้ขยายหลักสูตรเพิ่มเติมโดยใช้เวลาถึง 7-15 วัน และหันมาปลูกฝังในกลุ่ม "เด็กและเยาวชน" มากขึ้น
ที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังจับตามากก็คือ เส้นทางการเงินที่มีการไหลผ่าน "เอ็นจีโอ" บางแห่ง คล้ายเป็นการหลบเลี่ยงการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินจาก ป.ป.ง. ซึ่งเป็นรูปแบบการผ่องถ่ายเงินคล้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นอย่างมาก
ขณะที่ "เป้าหมาย" ของ นปช. ก็น่าจับตาใน "วาระแฝง" ไม่น้อย โดยมีการตั้งเป้าหมายไว้ 3 ระยะ คือ
- เป้าหมายเฉพาะหน้า คือ โค่นรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย และกระบวนการ "อยุติธรรม"
- เป้าหมายระยะกลาง คือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 และผลิตผลของ คมช.
- เป้าหมายระยะยาว คือ โค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย
มียุทธศาสตร์การขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นระบบโดยใช้ "การเดินด้วย 2 ขา" และ "ทำงานด้วย 2 แขน"
ขาที่ 1 ได้แก่ การต่อสู้ของขบวนการคนเสื้อแดง และขาที่ 2 ได้แก่ การต่อสู้ของ ส.ส.ในสภา แขนที่ 1 คือ มวลชนคนรากหญ้า และแขนที่ 2 คือ กลุ่มผู้รักประชาธิปไตยกลุ่มอื่นๆ
ส่วนเวทีการต่อสู้ของคนเสื้อแดงมี 4 เขต คือ 1.เขตชนบท 2.เขตเมือง 3.เขตกรุงเทพฯ/ปริมณฑล และ 4.เขตต่างประเทศ
นี่คือตัวอย่างหลักสูตรคร่าวๆ ของโรงเรียนคนเสื้อแดงที่ทุกวันนี้กินลึกลงไปถึงระดับตำบล-หมู่บ้าน โดยเฉพาะในภาคเหนือ และอีสาน
นับเป็น "ภัยคุกคามความมั่นคง" อย่างมาก หากรัฐบาลและกองทัพไม่รู้เท่าทันการปลูกฝังทัศนคติประชาธิปไตยที่สอดแทรกเนื้อหา และยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่แทบจะถอดแบบมาจากลัทธิมาร์กซ์ผสมกับรูปแบบการหาสมาชิกแบบ "ขายตรง" ผสม "แชร์ลูกโซ่"
เป็นการปลูกฝังชุดความเชื่อเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวันจนฝังหัว ยากที่จะขจัด แถมยังมุ่งเน้นไปที่เด็กและเยาวชนเพื่อปักธงต่อสู้ทางชนชั้นในระยะยาวอีกด้วย
เป็นยุทธศาสตร์ "ติดอาวุธทางความคิด" ที่ทั้งน่าหนักใจ และน่ากลัวกว่ากองกำลังติดอาวุธที่ ศอฉ.กำลังไล่ล่ามากมายนัก !!
ทีมข่าวความมั่นคง



