
ต้องรื้อ"ไร่มะเขือเทศ"
สถานการณ์บ้านเมืองสงบลงมาได้ระดับหนึ่ง ก็น่าจะถึงเวลาเก็บกวาดบ้านกันยกใหญ่เสียที
เพราะผ่านมา 2 เดือนเศษ เห็นได้ชัดว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างต้องปัดกวาดเช็ดถู บางอย่างต้องซ่อมแซม และบางอย่างก็ถึงคราวต้อง "ไล่รื้อ โละทิ้ง" โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่หลายฝ่ายลงความเห็นว่า ทำหน้าที่ได้ไม่เป็นที่น่าประทับใจผู้ชมกันทั้งบ้านทั้งเมืองอย่าง "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์"
จากที่แต่เดิมว่ากันเป็นคนๆ จนได้รับฉายา "ตำรวจมะเขือเทศ" แต่ทำไปทำมาดูท่าจะเป็นกันทั้งกรมจนคนเริ่มไม่คุ้นกับชื่อ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ต่างหันมาขนานนามใหม่ว่า "ไร่มะเขือเทศ"
จริงอยู่ว่าแม้ในกองทัพไทย ก็มี "ทหารแตงโม" แอบแฝงตัวอยู่เช่นเดียวกัน แต่เมื่อเทียบประสิทธิภาพความเป็นแตงโมแล้ว ยังสู้มะเขือเทศไม่ได้ เพราะระดับหัวของกองทัพยังเอาอยู่ ขณะที่หัวของตำรวจนั้นส่ายไปส่ายมายิ่งกว่า
จะสังเกตได้ว่าหลายต่อหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ "ตำรวจ" ก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่จริงๆ กระทั่งเหตุการณ์บานปลายจนยากแก่การควบคุม
เริ่มตั้งแต่การปล่อยให้คาราวานเสื้อแดงฝ่าทุกด่านเข้ามาถึงในตัวพระนครพร้อมกับยึดสะพานผ่านฟ้าฯ ได้ โดยแทบไม่ได้มีการสกัดกั้น หรือออกแรงอย่างเต็มที่แม้ว่าจะมีอำนาจเต็มตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ตาม
ตำรวจยังไม่สามารถทัดทานการป่วนเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงใดๆ ได้ แม้ว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะมีการเคลื่อนขบวนปิด กทม.จนเป็นอัมพาตหลายต่อหลายสัปดาห์ติดต่อกันในช่วงเดือนมีนาคม 2553 สร้างความอึดอัดรำคาญให้ชาว กทม.เป็นอย่างมาก
เสียงก่นด่า "ตำรวจมะเขือเทศ" ดังระงมเป็นระยะ เพราะทุกครั้งที่ตำรวจเข้าเจรจากับแกนนำนปช.มักเป็นไปด้วยท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัย และยอมตามเงื่อนไขของแกนนำไปเสียทุกครั้ง
หรือแม้กระทั่งการปกป้องสถานที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล บ้านพักนายกรัฐมนตรี หรือที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์จากการบุกเทเลือดของคนเสื้อแดงก็ทำไม่สำเร็จ
พฤติกรรมของ "ตำรวจมะเขือเทศ" ที่เกิดขึ้นตลอดเดือนมีนาคม ทำให้รัฐบาลและกองทัพต่างพากันหงุดหงิดไม่น้อยทีเดียว กระทั่งเกิดสถานการณ์บานปลายจากการที่ผู้ชุมนุมยกขบวนปิดแยกราชประสงค์ ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในวันที่ 7 เมษายน 2553
หลังจากนั้นมาดูเหมือน "ตำรวจมะเขือเทศ" จะอุ่นใจขึ้นไม่น้อย เพราะอย่างน้อยทหารก็ได้เพิ่มบทบาทเข้ามาช่วยรับมือกับสถานการณ์ ทำให้ความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมของบรรดาตำรวจลดน้อยลง
กระนั้นตำรวจเองก็ยังตกเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่ดี เพราะแม้จะมีคำสั่งจาก ศอรส.ห้ามให้ประชาชนเข้ามาสมทบในที่ชุมนุมในช่วงหลังๆ แต่กลับปรากฏเสียงสะท้อนว่า "ตำรวจมะเขือเทศ" เองนั่นแหละที่ปล่อยให้คนเดินเข้าเดินออกได้อย่างเสรี ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มิหนำซ้ำในวันขอคืนพื้นที่ที่บริเวณแยกราชประสงค์ 19 พฤษภาคม 2553 ก็มีรายงานข่าวที่ตรงกันแทบทุกสายว่า "ตำรวจมะเขือเทศ" อีกเหมือนกันที่พาแกนนำฮาร์ดคอร์ อย่าง "กี้ร์" อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หนีออกจากที่ชุมนุมในช่วงสายก่อนที่แกนนำจะเข้ามอบตัวไม่กี่ชั่วโมง
และจุดหักเหที่สำคัญของการทำหน้าที่ "ตำรวจมะเขือเทศ" ก็คือเหตุการณ์ในวันเข้ามอบตัวของแกนนำที่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์ นั่นก็คือ การปล่อยตัว "จตุพร พรหมพันธุ์" โดยอ้างว่ามีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครอง
กับการจับกุมแกนนำที่เหลือไปที่ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี ซึ่งภายหลังถูกแดกดันจากสังคมว่าเป็นการตบรางวัลแกนนำด้วยการพาไปพักผ่อนที่ "รีสอร์ทมะเขือเทศ" หลังจากปรากฏภาพถ่ายขึ้นเฟซบุ๊กที่เห็นความเป็นอยู่ที่สุขสบาย มีแฟนคลับไปเยี่ยมเยียนกันอย่างเอิกเกริก และถ่ายรูปด้วยสีหน้าที่แช่มชื่นกันทุกคน
แม้กระทั่งเมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป ก็ยังมีรายการ "จัดฉาก" ถ่ายภาพ จนชาว "โซเชียลมีเดีย" มีการจับผิดภาพกันอย่างจะจะตา
พฤติการณ์ที่ว่านี้ยังไม่นับการปล่อยปละละเลยเรื่องค้างคาเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการนำหมายจับ "ทักษิณ ชินวัตร" ขึ้นบัญชีของตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล รวมถึงการถอดยศของ "ทักษิณ" ที่จนป่านนี้ยังไม่มีความคืบหน้า หรือกระทั่งการตัดสินใจปล่อยตัว "จตุพร" โดยไม่ทำตามขั้นตอนการใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ที่ต้องแจ้งไปที่ประธานสภา เพื่อให้ที่ประชุมสภาลงมติ แต่กลับใช้ดุลพินิจส่วนตัวว่าได้รับเอกสิทธิ์โดยอัตโนมัติ
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในฐานะนายกรัฐมนตรี และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง จะต้องรีบจัดการกับความผิดพลาด บกพร่องของตำรวจตั้งแต่ระดับหัวลงไป เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและเรียกศรัทธาคืนจากประชาชนให้ได้
อย่าลืมว่าทันทีที่เรื่องจบลง มีเพียงกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การกำกับดูแลของอาจารย์ใหญ่ "เนวิน ชิดชอบ" เพียงกระทรวงเดียวเท่านั้นที่จัดการ "เด็ดหัว" ผู้ว่าราชการจังหวัด 4 คนรวด โทษฐานปล่อยให้มีการเผาศาลากลางจังหวัด
ฉะนั้น...เวลานี้จึงเป็นโอกาสทองของ "อภิสิทธิ์" ที่จะโชว์ภาวะผู้นำด้วยการเปลี่ยน "ไร่มะเขือเทศ" แปลงนี้ให้กลับมาเป็น "สำนักงานของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" ที่มีจิตวิญญาณเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงเสียที
ฐานันดร 4



