
หอการค้าฯเพิ่มเป้าจีดีพีปีนี้โต4.5%ชี้หากม็อบไม่ฉุดพุ่ง6-7%
ธปท.ยังไม่ปรับเป้าจีดีพีปีนี้ รอเกาะติดผลพวงม็อบครึ่งปีหลัง ด้าน ม.หอการค้าสวนทางเพิ่มจาก 3-4% เป็น 4.5-5.2% ชี้หากไม่เกิดความวุ่นวายเศรษฐกิจปีนี้โตได้ 6-7% นักธุรกิจเริ่มคลายกังวลปัญหาการเมือง
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.จะติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาประเมินเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง แต่ในขณะนี้ ธปท.ยังคงเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 4.3-5.8% โดยมีปัจจัยเรื่องการส่งออกที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ ส่วนการท่องเที่ยวและการบริโภคนั้น ในครึ่งปีหลังคงมีผลกระทบอย่างแน่นอน
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบ 1 ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ ธปท.ต้องทบทวนการตั้งศูนย์สำรองระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินใหม่ หลังพบว่ามีธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ตั้งศูนย์สำรองฯ ใกล้กับศูนย์หลักในสำนักงานใหญ่ ทำให้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาทั้งศูนย์หลักและศูนย์สำรองฯ ที่ไม่สามารถใช้งานได้ จึงอยากให้ตั้งศูนย์สำรองฯ ไกลออกจากศูนย์หลักไปบ้าง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2553 เพิ่มขึ้น จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 3-4% เป็น 4.5-5.2% กรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคาดว่าจีดีพีอยู่ที่ 4.5% ภายใต้สมมติฐานว่า การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ใช้เวลาในการเยียวยา 3-6 เดือน ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปไม่ลุกลาม ซึ่งการส่งออกยังคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาดว่าปีนี้การส่งออกจะขยายตัวได้ 17% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ที่ 10-15%
“อันที่จริงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้มีความเป็นไปได้มากว่าจะขยายตัวสูงถึง 6-7% แต่จากปัญหาทางการเมือง ในช่วง 70 กว่าวันที่ผ่านมา ซึ่งศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่าจะมีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 1.4-1.6% จึงเป็นตัวฉุดให้คาดการณ์จีดีพีปีนี้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเหลือ 4-5% เท่านั้น”นายธนวรรธน์กล่าว
ส่วนการสำรวจความคิดเห็นจากนักธุรกิจพบว่า ส่วนใหญ่ค่อนข้างมั่นใจว่าเสถียรภาพทางการเมืองจะเริ่มค่อยๆ ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ใจต่อสถานการณ์นัก ทำให้ต้องชะลอการลงทุน การขยายตลาด และการขอสินเชื่อ ส่งผลให้การลงทุนภาครัฐจะต้องเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปอีก และส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้น่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 3.1-4% โดยมาตรการที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือคือการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ การลดหย่อนภาษีให้แก่ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเขตชุมนุม การช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการหาสถานที่ทำธุรกิจชั่วคราว



