ข่าว

มท.เผยส่งกาชาดจว.ลงเยียวยาแดงที่กลับบ้าน

มท.เผยส่งกาชาดจว.ลงเยียวยาแดงที่กลับบ้าน

27 พ.ค. 2553

มหาดไทยเผยส่งกาชาดจังหวัดลงดูแลเยียวยาคนเสื้อแดงที่กลับบ้านแล้ว สรุปยอดป่วนเมือง อุดรฯ จับเสื้อแดงได้มากสุด 49 ราย ส่วนอุบลฯ ออกหมายจับเกินครึ่งร้อย แต่รวบตัวได้ไม่ถึงสิบคน เมียเสื้อแดงพิษณุโลกวอนหน่วยงานดูแลครอบครัวหลังสามีเสียชีวิต

 (27พ.ค.) นายขวัญชัย วงศ์นิติกร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย แถลงถึงผลการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะเร่งด่วนของจังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ จากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่า การช่วยเหลือประชาชนที่กลับจากการชุมนุมของนปช. ที่ กทม. และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในต่างจังหวัดนั้น โดยให้จังหวัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือนั้น ปรากฏว่า จ.มุกดาหาร ทางกาชาดจังหวัดได้มอบเครื่องยังชีพ ส่วนหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ได้ช่วยเหลือเงินสดรายละ 1,000 บาท ประกอบกับให้สาธารณสุขจังหวัด และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นพี่เลี้ยงดู ติดตามพฤติกรรม ตลอดจนฟื้นฟูจิตใจ ส่วนจังหวัดอื่นๆ นั้น ได้รับรายงานว่าได้ช่วยเหลือเยียวยา และติดตามพฤติกรมของบุคคลดังกล่าวแล้ว

 นายขวัญชัย กล่าวว่า ส่วนการบูรณะฟื้นฟูสถานที่ราชการที่ถูกเผา โดยเฉพาะศาลากลางใน 4 จังหวัด คือ จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น จ.อุบลราชธานี และ จ.มุกดาหาร ส่วน โรงเรียนมี 3 จังหวัดคือ จ.สกลนคร จ.หนองคาย และ จ.ยโสธร รวมถึงสถานที่ราชการอื่นๆ เล็กน้อย เช่น จ.เชียงใหม่นั้น ในแต่ละจังหวัดได้ให้โยธาธิการจังหวัดประเมินค่าเสียหาย และทำเรื่องของบประมาณมายังกระทรวงมหาดไทยแล้ว และได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับปฏิบัติงานเพื่อให้บริการประชาชนให้กับสถานที่ราชการที่ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งเปิดให้บริการประชาชนได้แล้ว

 นายขวัญชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมาย เช่น การเผาศาลากลางจังหวัด โรงเรียน รวมถึงการทำผิดกฎหมายอื่นๆ โดยได้รับรายงานว่า จ.อุดรธานี มีการจับกุมแกนนำ และผู้ก่อการร้าย รวมถึงผู้ก่อเหตุได้ 42 คน ศาลได้ออกหมายจับ 53 คน จับกุมตามหมายจับได้ 7 คน รวมผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมด 49 คน ส่วน จ.ขอนแก่น ดำเนินคดีผู้บุกรุกและเผาศาลากลางจังหวัด สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ธนาคารกรุงเทพ โดยขออนุมัติหมายจับทั้งหมด 7 ราย จับได้แล้ว 4 ราย อายัดตัว 1 ราย ตามจับกุม 2 ราย อยู่ระหว่างขอหมายจับ 43 ราย สำหรับคดีอื่นๆ จับกุมและฟ้องคดีต่อศาลแล้ว 13 ราย

 นายขวัญชัย กล่าวว่า จ.มุกดาหาร ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์สถานที่ราชการตามคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ สามารถจับกุมผู้กระทำผิดในวันแรกของการก่อเหตุได้ 16 คน และศาลอนุมัติตามหมายจับตามชื่อ – สกุลได้ 11 คน ในจำนวนนี้เป็นแกนนำ 6 คน ผู้ร่วมกระทำผิด 5 คน อนุมัติหมายจับตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุ 3 คน รวม 14 คน ผู้กระทำผิดสำนึกมามอบตัวจำนวน 2 คน จับกุมตามหมายจับแล้ว 3 คน รวมอยู่ในความควบคุมแล้ว 21 คน ส่วน จ.อุบลราชธานีดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันวางเพลิง เผาศาลากลางจังหวัด มีการออกหมายจับทั้งสิ้น 64 หมาย จับกุมแล้ว 8 คน เหลือ 56 คน คดีมั่วสุมก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง บุกรุกทำให้เสียทรัพย์มี 7 หมาย จับกุมแล้ว 6 คน เหลือ 1 คน

 นายขวัญชัย กล่าวว่า ขณะที่ จ.เชียงใหม่ ตำรวจภูธรจังหวัดได้ออกหมายจับผู้บุกรุกเผาบ้านพักปลัดจังหวัดแล้ว 5 ราย จับกุมแล้ว 1 ราย ออกหมายจับผู้บุกรุกเผาป้อมสมาชิกอส.ในบริเวณบ้านพักผู้ว่าฯ 4 ราย และ จ.สกลนคร กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเรียนบดมาดพอกน้อย จังหวัดสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พรรณานิคม สืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างเร่งด่วน และได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิทยาการจังหวัดสกลนคร เข้าไปพิสูจน์หาหลักฐานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลผู้กระทำความผิดตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยมีการออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว 4 ราย และ ดำเนินคดีการฝ่าฝืนประกาศห้ามออกนอกเคหสถานอีก 2 ราย

เมียเสื้อแดงพิษณุโลกวอนหน่วยงานดูแลครอบครัวหลังสามีเสียชีวิต

 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 133 หมู่ 10 บ้านร่องายง ต.บ้านพร้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านของนายสุพจน์ ยะธิมา อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งที่เข้าร่วมชุมนุมที่บริเวณราชประสงค์ช่วงที่ผ่านมา และถูกยิงเสียชีวิต ต่อมาญาติได้มาร่วมพิธีเผาศพที่กรุงเทพฯเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา

 หลังเดินทางมาถึง พบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง สภาพยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยชั้นบนนำสังกะสีแผ่นมาตีแปะหน้าต่างเอาไว้ ส่วนใต้ถุนจะนำแผ่นไม้มาตีปิดกั้นเป็นห้องเอาไว้ชั่วคราว พบนางหลั่น สุขคำภา อายุ 77 ปี อยู่เฝ้าบ้านเพียงลำพังคนเดียว สอบถามถึงภรรยาของนายสุพจน์ ทราบว่าไปทำงานรับจ้างอยู่ในตลาด อ.นครไทย  

 นางหลั่น กล่าวว่า นายสุพจน์เป็นลูกเขยของตน และนายสุพจน์ดั่งเดิมเป็นคน จ.ลำพูน แต่งงานอยู่กินกับลูกสาวมานานแล้ว โดยมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของตนหลังนี้ตั้งแต่แรก ปกติอยู่บ้านจะมีอาชีพทำนาทำไร่ และรับจ้างทั่วไป ก่อนหน้าที่ลูกเขยจะเสียชีวิต ได้พาลูกชายของตนเองไปเยี่ยมพ่อแม่บ้านเกิดที่ จ.ลำพูน และกลับมาเมื่อวันที่ 29 เมษายน ต่อมาในวันที่ 30 เมษายน ลูกเขยได้เดินทางไปหาน้าสาวที่กรุงเทพฯ ตนไม่ทราบว่าไปทำงานอะไร แต่มีญาติโทรคุยกันทราบว่าไปเป็นยาม เพิ่งไปอยู่ได้ประมาณ 1 ปีเท่านั้น กระทั่งมาเสียชีวิต ส่วนตัวไม่รู้มาก่อนเลยว่า ลูกเขยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง และทางบ้านไม่มีใครทราบเลย

 วันเดียวกันผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบภรรยานายสุพจน์ ซึ่งทราบว่า ทำงานอยู่ในร้านขายส่งขนมกิจทวี ภายในตลาดสดนครไทย ทราบชื่อว่านางสุมิตรา ยะธิมา อายุ 33 ปี ซึ่งสวมเสื้อสีดำไว้ทุกข์ให้กับสามี กล่าวว่า ตนเองทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ที่ร้านนี้มานานแล้ว ก่อนจะแต่งงานกับนายสุพจน์ด้วยซ้ำ มีลูกชาย 1 คนชื่อ ด.ช.ภูวดล ยะธิมา เรียนอยู่ชั้น ป.3 โรงเรียนบ้านป่าซ่าน ต.บ้านพร้าว ส่วนสามีเดินทางไปๆมาๆ โดยมาอยู่กรุงเทพฯได้ประมาณ 1 ปี ครั้งล่าสุดมาทำงานเป็นยาม ส่งเงินมาทางบ้านทุกเดือน เพราะนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว และนำไปใช้หนีกู้ ธกส. มาจำนวน 100,000 บาท แต่ตนไม่เคยทราบมาก่อนว่าสามีไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง

 กระทั่งมาทราบข่าวจากตำรวจไปบอกที่บ้านในช่วงเช้าของวันที่ 18 พ.ค. ในช่วงเย็นจึงรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯกับญาติทันที ส่วนศพสามีถูกยิงที่กะโหลก หลังจากจัดพิธีเผาเสร็จ เบื้องต้นได้รับเงินช่วยเหลือจากสำนักพระราชวัง จำนวน 50,000 บาท ได้แบ่งเงิน 4 ส่วน พ่อแม่สามี และภรรยากับลูก โดยแบ่งกันฝ่ายละ 25,000 บาท นอกจากนั้นก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาให้การดูแล และช่วยเหลืออีกเลย มีเพียงยื่นหลักฐานให้กับทางเจ้าหน้าที่บ้าราชวิถีเอาไว้เท่านั้น ก่อนทางกลับบ้านเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมานี้เอง วันนี้ได้มาทำงานที่ร้านขายส่งขนม เพราะตนทำอยู่ที่นี้มานานเป็น 10 ปี ได้รับค่าจ้างวันละ 150 บาท ตอนนี้ก็รอว่าจะมีหน่วยงานที่จะมาช่วยอีกหรือเปล่า