ข่าว

ร้าวลึกและลึกร้าว

ร้าวลึกและลึกร้าว

28 พ.ค. 2553

ในฐานะผู้ที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกับการต่อสู้ในเขตป่าเขาเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว ต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ ดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่ายุคสงครามเย็น

สมัยโน้นมันเป็นเรื่องของ "อุดมการณ์" ที่แบ่งแยกกันชัดเจนระหว่าง "โลกเสรี" กับ "โลกคอมมิวนิสต์"

 ตรงกันข้ามกับสมัยนี้ ที่ไม่ชัดเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง แต่กระเดียดไปทาง "ลัทธิความเชื่อ" เสียมากกว่า เพราะมันเริ่มต้นจากความหลงใหลได้ปลื้มทักษิณ ก่อนที่จะมีการสร้างวาทกรรมเพื่อการต่อสู้ทางการเมืองกันในภายหลัง

 ผมจึงเรียกว่า "ลัทธิทักษิณ" ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างที่กองเชียร์เสื้อแดงเข้าใจกัน

 ยกตัวอย่างที่ "หมู่บ้านอดีตสหาย" ทางภาคอีสาน ซึ่งผู้คนในชุมชนแห่งนี้ล้วนแต่เป็น "มิตรร่วมรบ" ของผมมาก่อน ตลอดระยะเวลาที่มีการชุมนุมในกรุงเทพฯ ผมจะได้รับโทรศัพท์จากคนในหมู่บ้านอยู่เป็นระยะๆ

 การเป็นคนเสื้อแดงในหมู่บ้าน เกิดจากหัวคะแนนนักการเมืองในตัวอำเภอเข้ามาเปิดรับสมาชิกในหมู่บ้าน และมี "อดีตสหายนำ" เป็นผู้จัดการระดมสมาชิก นปช. แต่ก็ได้สมาชิกจำนวนหนึ่ง

 แม้คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะชื่นชอบทักษิณ แต่การเป็นสมาชิก นปช. พวกเขากลับมองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ของหัวคะแนน ส.ส.มากกว่า

 ในช่วงที่มีการชุมนุมบนถนนราชดำเนิน ผู้ที่เป็นสมาชิก นปช.ประมาณ 50-60 คน จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ท่ามกลางการจับกลุ่มนินทาของเพื่อนบ้านว่า "มันสิคุ้มบ่น้อ..."

 พวกเขาจะเวียนหมุนกันไปชุมนุม ครั้งละ 3 วัน 5 วัน แต่หลังเหตุการณ์นองเลือด 10 เมษา คนเสื้อแดงในหมู่บ้าน ก็ไม่มีใครเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกเลย

 ยกเว้นอดีตสหายสองคน ที่ศรัทธาในการต่อสู้ของ นปช. และมีเป้าหมายสูงกว่าการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา 

 เหมือนความฝันที่หล่นหายไปในราวไพรเมื่อ 30 ปีก่อน จะกลายเป็นความจริงในการต่อสู้ของ นปช.

 อีกอย่างพวกเขาคุ้นเคยกับแกนนำบางคน ไม่ว่าจะเป็น "สหายเข้ม" (เหวง โตจิราการ) และ "สหายไพรำ" (วิสา คัญทัพ) เนื่องจากสมัยนั้น พวกเขาเป็น "ศิลปินแดง" อยู่บนเทือกเขาภูพาน จึงคุ้นหน้าคุ้นตากับสองสหาย และแอบเข้าใจว่าอดีตปัญญาชนปฏิวัติได้เข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้เช่นกัน


 ทั้งที่ความเป็นจริง ในหมู่อดีตปัญญาชนปฏิวัติเกิดความแตกแยกทางความคิดกันอย่างหนัก บางคนสีแดง บางคนสีเหลือง และอีกหลายคนไม่มีสี

 ก่อนวันดีเดย์ปราบแดง ลูกชายของอดีตสหายคนหนึ่งเดินทางมาจากหมู่บ้าน เกลี้ยกล่อมให้พ่อกลับบ้าน เพราะสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ สุดท้ายพ่อยอมกลับ แต่เพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งขอสู้ต่อจนถึงที่สุด

 อดีตศิลปินแดงที่ยืนหยัดอยู่จนถึงนาทีที่แกนนำประกาศ "เลิกการชุมนุม" คือ "สหายก้อง" มือแอ็กคอร์เดี้ยนประจำหน่วยศิลป์ภูพาน

 อีกสองวันถัดมา สหายก้องกลับถึงหมู่บ้าน และเล่าเรื่องคืนวิกฤติในวัดปทุมวนารามให้เพื่อนสหายฟัง ซึ่งคนเสื้อแดงนับพันในวัดคืนนั้นต่างเชื่อว่า ทหารตั้งใจจะฆ่าคนเสื้อแดง!

 ตอนที่รัฐบาลจัดรถ ขสมก.ไว้บริการคนเสื้อแดงได้เลือกเดินทางว่าจะไปสถานีหัวลำโพงหรือสถานีขนส่งหมอชิต สหายก้องจึงตัดสินใจไม่นั่งรถหลวง ด้วยกลัวถูกลวงไปฆ่า เขาเลือกนั่งแท็กซี่ไปหมอชิตแทน

 แน่นอน คนในหมู่บ้านมีปฏิกิริยาต่อสหายก้องแตกต่างกัน บ้างเห็นอกเห็นใจ บ้างเคียดแค้นชิงชังรัฐบาล บ้างสมน้ำหน้า บ้างเยาะหยัน

 "อยู่ได้บ่...คันกรุงเทพฯ มันฮ้อนหลาย อยู่บ่ได้ กลับมาบ้านเฮาเด๊อ"

 ประโยคสุดท้ายจาก "พี่สาว" ที่โทรศัพท์มาส่งข่าวในวันนั้น ผมยังจำแม่น และรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

 แคน สาริกา