ข่าว

พุทธศาสนากับการสร้างสันติสุขในไทย

พุทธศาสนากับการสร้างสันติสุขในไทย

28 พ.ค. 2553

วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ในปีนี้คนไทยทุกคนคงจะเข้าถึงซึ่งรสพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ลึกซึ้งดื่มด่ำมากขึ้น หลังจากผ่านความทุกข์ทางจิตใจอย่างแสนสาหัสเมื่อเห็นบ้านเมืองต้องบอบช้ำจากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นถึงขั้นจะเผาบ้านเผาเมืองให้วอดวายให้ได้

 นับเป็นบุญอันประเสริฐของประเทศไทย ในช่วงเกิดวิกฤตินี้ ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลโลก ประจำปี 2553 ระหว่างวันที่ 23-25 พฤษภาคมนี้ โดยมีผู้นำชาวพุทธระดับสมเด็จพระสังฆราช ประมุขสงฆ์ นักปราชญ์ กว่า 1,700 คนจาก 83 ประเทศเข้าร่วมงานและได้ร่วมสวดเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนาให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ โดยใช้หลักธรรมมาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อนำสันติสุขกลับคืนสู่สังคมไทย

 นายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้เตือนสติในเรื่องของความอดทน เมตตาธรรม อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขของมนุษยชาติ เช่นเดียวกับนางอิรีนา โบโควา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกที่ให้สติคล้ายๆ กันว่า พุทธศาสนาสอนให้คนอยู่ร่วมกันโดยสันติและยอมรับความหลากหลาย ปลูกฝังความอดกลั้น คุณค่าแห่งเมตตาธรรม และความสำนึกดีให้เด็กด้วย ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เชื่อคล้ายๆ กันในหลักอหิงสา ไม่เบียดเบียน มีความเมตตากรุณาต่อกัน

 ขณะที่พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในฐานะประธานการจัดงานการประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา ย้ำว่าการแก้วิกฤติในประเทศไทยนั้น จะต้องแก้ด้วยการสร้างศีลธรรม จริยธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจ อันจะช่วยสร้างความปรองดองนำไปสู่สันติได้

 ท้ายสุดที่ประชุมได้ออกมติ “ปฏิญญากรุงเทพ” แยกย่อยได้ถึง 11 ประการ ซึ่งคนไทยสามารถนำมาเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองและนำสันติสุขกลับคืนสู่สังคม ไม่ว่าจะเรื่องของการเจรจาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด การใช้ทางสายกลาง การใช้จริยธรรม ศีลธรรม มาช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจ เป็นต้น

 เราเชื่อว่าการเจริญจิตภาวนาเพื่อให้มีสติกลับคืนมาไม่ใช่ทำแค่ช่วงสั้นๆ ในเทศกาลวันเข้าพรรษา แต่ต้องคอยกำกับสติตลอดไป ดังที่นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่าทุกคนควรหยุดชี้นิ้วกล่าวหากันอย่างไม่มีสติ หรือไม่ควรโยนความผิดใส่กันอย่างที่กำลังทำกันในขณะนี้ สังคมจะต้องก้าวข้ามอกุศลจิต เช่นความโกรธแค้นและเกลียดชัง ซึ่งรังแต่จะนำความหายนะมาให้ เหนืออื่นใดก็คือต้องแสวงหาความจริงให้ได้รวมทั้งการดำเนินการตามครรลองของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา