
ทูตไทยในสเปนย้ำต่างชาติยังเชื่อมั่นประเทศไทย
ทูตไทยในสเปนย้ำต่างชาติยังเชื่อมั่นไทยพร้อมร่วมมือต่อ หากการเมืองนิ่ง บัวแก้วเผยอียูห่วงใยสถานการณ์การเมือง-เลือกตั้งใหม่ เลขาธิการอาเซียน ชี้ไทยได้บทเรียนม็อบแดงป่วน ปฏิรูปการเมืองไทยครั้งใหญ่
(27พ.ค.) นางอัจฉรา เสริบุตร เอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศสเปน กล่าวว่า ภาพข่าวเหตุการณ์ประท้วงของกลุ่ม นปช. ที่ออกมาได้สร้างความตื่นตะหนกให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวสเปนที่เตรียมเดินทางมาประเทศไทยอย่างมาก ประกอบกับรัฐบาลสเปนได้ออกประกาศแนะนำการเดินทาง (travel Advisory) ระดับที่รุนแรงสุด เพื่อเป็นการเตือนชาวสเปนที่จะเดินทางมาไทย แม้ว่าสถานการณ์คลี่คลายบ้างแล้ว ทางรัฐบาลสเปนก็ยังไม่ลดระดับคำประกาศแต่อย่างใด โดยในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา มีชาวสเปนติดต่อสอบถามมายังสถานทูตอย่างต่อเนื่อง ถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวและความปลอดภัยหากเดินทางไปไทย
“ตนเข้าใจว่า รัฐบาลสเปนมีประสบการณ์เมื่อครั้งกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้มีชาวสเปนตกค้างเป็นจำนวนมาก และมีชาวสเปนบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบิน รวมตัวประท้วงหน้าสถานเอกอัครราชทูตสเปน ประจำประเทศไทย จนทำให้รัฐบาลสเปนต้องส่งเครื่องบินจำนวน 3 ลำ เพื่อรับชาวสเปนกลับประเทศ ด้วยสาเหตุนี้สเปนจึงมีความห่วงกังวลต่อสถานการณ์การเมืองที่ละเอียดอ่อนในลักษณะเช่นนี้มากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ตนได้พยายามชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองไทยให้ทราบทุกระยะ และย้ำให้รัฐบาลสเปน ถึงการที่รัฐบาลไม่ใช้อาวุธควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ขณะที่ ทางสถานเอกอัครราชทูตสเปน ประจำประเทศไทยก็รายงานสถานการณ์การชุมนุมกลุ่ม นปช. โดยตรงต่อรัฐบาลสเปน” นางอัจฉรา กล่าว
นางอัจฉรา ได้ให้ความเห็นว่า ควรมีการทำหนังสืออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อยืนยันว่า ไทยจะกลับเข้าสู่ครรลองทางประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด จึงจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศสเปนมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยรัฐบาลสเปนก็ต้องการเห็นสถานการณ์การเมืองไทยจะกลับเข้าสู่ปกติโดยเร็วที่สุด เนื่องจากสเปนให้ความสำคัญกับไทยเป็นอันดับสองของการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย และเดินหน้าความร่วมมือสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ
แก้วเผยอียูห่วงใยสถานการณ์การเมือง-เลือกตั้งใหม่
นางจิตริยา ปิ่นทอง รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาณ์ภายหลังเป็นตัวแทนนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพอียู ครั้งที่ 18 ที่จัดขึ้นที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในวันที่ 26 พ.ค. 2553 ว่า ในการประชุมนี้ มีความสำคัญ เนื่องจากทั้งอาเซียนและอียู ได้เริ่มมีการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งทางอาเซียนได้ดำเนินการใช้กฎบัตรอาเซียน เมื่อปี 2551 ขณะที่อียูกำลังบังคับใช้สนธิสัญญาลิสบอน เมื่อปี 2010 ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ อาเซียนและอียู ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เกี่ยวกับการรวมตัวกันเป็นประชาคมระหว่างประเทศ โดยอาเซียนมีความสนใจที่จะเรียนรู้กลไกของสหภาพอียูที่จะนำไปปรับใช้ ในการเชื่อมโยงประชาคมอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว อาทิ กฎระเบียการค้า การลงทุน พัฒนาโครงสร้างในภูมิภาค วางระบบศุลกากร ขนส่งระหว่างภูมิภาค
นางจิตริยา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังทบทวนความแผนการร่วมมือในด้านต่างๆ และยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสถานการณ์ระดับภูมิภาค และปัญหาควาขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งในการพบปะนอกรอบกับรัฐมนตรีต่างประเทศในภูมิภาคอียู ซึ่งมีหลายประเทศ ได้สอบถามถึงสถานการณ์การเมืองไทย และการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะที่เป็นมิตรประเทศที่ดีของไทย ด้วยความห่วงใย และรู้สึกโล่งใจที่รัฐบาลสามารถจัดการเหตุการณ์ความไม่สงบให้คลี่คลายลงได้ ซึ่งใช้โอกาสที่ได้พบปะรัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศอียู 27 ประเทศ ชี้แจงการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาลต่อการเข้าควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมที่ผ่านมา
และยอมรับว่า การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการสูญเสีย แต่ก็เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ทั้งนี้ อียูได้แสดงความเชื่อมั่นกับประเทศไทย และรู้ว่าทุกปะเทศมีโอกาสความขัดแย้งภายในประเทศ อีกทั้งแสดงความขอบคุณที่ทางการไทยดูแลสถานเอกอัครราชทูตหลายแห่ง ที่ใกล้กับพื้นที่การชุมนุม นปช. เป็นอย่างดี นอกจากนี้ บางประเทศยังได้สอบถามถึงการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ โดยตนได้อธิบายว่า ในปลายปีหน้า รัฐบาลจะครบวาระ และจะให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป
เลขาธิการอาเซียนชี้ไทยได้บทเรียนม็อบแดงป่วน
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ล่าสุดว่า แม้ในขณะนี้ปัญหาความขัดแย้งจะคลี่คลายลง และกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย แต่ดูเหมือนประเทศไทยต้องปฏิรูปการเมือง และกลไกทางสังคมครั้งใหญ่ เพื่อนำมาซึ่งสันติภาพ และเสถียรภาพกลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน
รวมทั้งรัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาความเลื่อมล้ำและไม่เท่าเทียมกันในสังคมอย่างจริงจัง ซึ่งเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ล้ำหน้าพัฒนาการทางเมือง ที่เป็นสาเหตุของออกมาชุมนุมครั้งนี้ สำหรับเรื่องนี้เป็นบทเรียนให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหมด ไม่เพียงเฉพาะประเทศไทย เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับการมีหรือไม่มีประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องหน่วยงานทางด้านสังคมประสานงานไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยที่ผ่านมา อาเซียนได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาล และกลุ่ม นปช. ใช้ความอดทนอดกลั้นแก้ไขปัญหา และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ทางอาเซียนหวังว่า ไทยจะกลับเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย และใช้ระบบรัฐสภาแก้ไขปัญหาต่อไป



