
ขอนแก่น-เชียงใหม่ผุดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว
ขอนแก่นจับมือเชียงใหม่ นำร่องร่วมเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ หวังอนาคตเครือข่ายทั้ง 2 จังหวัดร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค
นางอรพิน ทองหนองกอย ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า จ.ขอนแก่น ได้ร่วมกับ จ.เชียงใหม่ ในการนำร่องเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ ภายใต้โครงการ "เพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจขนาดย่อมและวิสาหกิจชุมชน ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยใช้การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือ" ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ทั้งนี้เพื่อให้ทั้ง 2 เครือข่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาดูงานนอกสถานที่ระหว่างจังหวัด เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนให้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น
โดยในสัปดาห์นี้ กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนจาก จ.เชียงใหม่ จำนวน 50 คน ได้เดินทางมาศึกษาดูงานตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ใน จ.ขอนแก่น ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าไหมชนบท ศาลาไหมไทย อ.ชนบท รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ถ้ำค้างคาว และวิถีชีวิตท้องถิ่น หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนจาก จ.ขอนแก่น จำนวน 90 คน ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ จ.เชียงใหม่ เช่น อ.แม่วาง อ.แม่ริม
"ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเชียงใหม่มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วิถีชีวิตชนเผ่าที่หลากหลายมากเมื่อเทียบกับ จ.ขอนแก่น แต่ภายหลังที่ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เราก็จะทำความรู้ที่ได้มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเฉพาะการทำโฮมสเตย์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน เพราะส่วนใหญ่ขณะนี้จะมีที่พักแบบรีสอร์ทเปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก"
นางอรพิน ยังกล่าวอีกว่า สำหรับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ฯ ของ จ.ขอนแก่น ได้มีการแบ่งเครือข่ายท่องเที่ยวออกเป็น 3 โซน จำนวน 11 อำเภอ ทั้งนี้เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบายในการเดินทาง โดยโซน 1 ประกอบด้วย อ.หนองนาคำ เวียงเก่า ภูเวียง และหนองเรือ ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย อาทิ ผาชมตะวัน ศาลเจ้าจอมนรินทร์ พัทยา 2 น้ำตกตาดฟ้า อุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียง
โซนที่ 2 ประกอบด้วย อ.ภูผาม่าน ศรีชมพู และชุมแพ ซึ่งโซนนี้ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายเช่นกัน ทั้งถ้ำค้างคราว น้ำตกตาดเต่า ถ้ำนาคราช ถ้ำลายแทง เมืองโบราณสมัยทวารวดี ส่วนผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ขึ้นชื่อ คือเครื่องดื่มสมุนไพร และโซน 3 มี อ.มัญจาคีรี ชนบท บ้านไผ่ และแวงใหญ่ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ หมู่บ้านเต่า กล้วยไม้ช้างกระ ศาลาไหมไทย ผ้าไหมชนบท และมหาวิทยาลัยปูนา
"ภายหลังการร่วมมือเป็นเครือข่ายระหว่างสองจังหวัด คาดว่าจะนำมาสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานทรัพยากรท้องถิ่น เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการของธุรกิจขนาดย่อมและวิสาหกิจชุมชน อันจะเป็นการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้ทั่วถึงในชุมชน"
ด้าน ดร.สมบัติ กาญจนกิจ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า การร่วมมือเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ระหว่างสองจังหวัด ถือเป็นพื้นที่นำร่องและบรรลุวัตถุประสงค์ในเบื้องต้นแล้ว คือ การสร้างเครือข่าย มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ที่ต้องเรียนรู้จาก จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือว่ามีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน
"แต่สำหรับ จ.ขอนแก่น เองก็มีจุดแข็งในด้านการท่องเที่ยวเช่นกัน นั่นคือการเป็นแหล่งขุดค้นพบซากไดโนเสาร์ที่ทั่วโลก 209 ชาติ มีเพียง 16 ชาติเท่านั้นที่ขุดพบ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หายาก แต่กลับพบว่ามีคนไทยเพียง 20% เท่านั้นที่รับรู้ว่าขอนแก่น และกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งขุดพบ ซึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยวต่อไปจะต้องเริ่มจากชุมชนที่เข้มแข็ง และมีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ซึ่งจะเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย"



