ข่าว

"พท.-พผ."แจกของลับกันลั่นห้องประชุม

"พท.-พผ."แจกของลับกันลั่นห้องประชุม

19 มี.ค. 2552

ส.ส.“เพื่อไทย-เพื่อแผ่นดิน” ออกลายนักเลง ตะโกนให้ของลับกันลั่นห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขณะเปิดศึกซักฟอก หวิดฟาดปากกัน เพื่อน ส.ส.รุมห้ามกันจ้าละหวั่น "ผุสดี"เฉ่ง"ชัย"ไม่ควบคุมเรียกร้องสังคมประณาม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องประชุมรัฐสภาว่า เมื่อเวลา 18.40 น.วันที่ 19 มี.ค. ขณะที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กำลังอภิปรายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในประเด็นที่เกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้มีการพาดพิงบุคคลหลายคนภายนอกหลายครั้ง และน.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ  สังกัดกลุ่มบ้านริมน้ำ พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ลุกชี้แจง โดยระบุว่างบประมาณที่นายสุนัย อภิปรายอยู่นั้นมีมาตั้งแต่นายศรีเมือง เจริญศิริ เป็นรมว.ศึกษาธิการ

ตนเข้ามาก็พยายามตรวจสอบความโปร่งใสกับสำนักงบประมาณ ยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นตัวแทนของใคร แต่นายสุนัยก็ยังตั้งคำถามตอกย้ำหลายครั้งว่าน.ส.นริศรา มายืนตรงนี้ได้ไม่ได้เป็นตัวแทนของใครจริงหรือ และยังกล่าวพาดพิงบุคคลภายนอกอีกหลายครั้ง จนมีผู้ประท้วงอย่างต่อเนื่อง

 จนในที่สุดนายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่มบ้านริมน้ำ ได้ลุกขึ้นประท้วงโดยอภิปรายว่าตนกับนายสุนัย นั้นรู้จักกันดีมานาน รู้ดีว่าใครคิดอะไร ยังไง แต่ขอให้นายสุนัย อภิปรายให้ตรงประเด็น อย่าพาดพิงไปถึงคนอื่น เรื่องนี้รัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงแล้วว่าการดำเนินการเป็นไปตามกฎระเบียบทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าการประท้วงของนายรณฤทธิชัย ทำให้นายสุรเชษฐ์ ไชยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ไม่พอใจ โดยลุกขึ้นประท้วงว่านายรณฤทธิชัย ว่าไม่มีสิทธิชี้แจงเพราะไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ถ้าอยากเป็นรัฐมนตรีให้รอปรับครม.รอบหน้า

 แต่นายรณฤทธิชัย สวนกลับทันควันว่า “จะเป็นรอบนี้เลย” ทำให้นายสุรเชษฐ์ ยกนิ้วกลางพร้อมทั้งตะโกนให้ของลับเพศชาย และนายรณฤทธิชัยก็ได้ให้ของลับสวนกลับทันที พร้อมทั้งลุกขึ้นชี้หน้าแล้วตะโกนถามว่า “เมื่อกี้พูดว่าอะไรวะ” ทำให้นายสุรเชษฐ์ ได้ยกนิ้วกลางให้อีกรอบ พร้อมทั้งปรี่เข้าไปหานายรณฤทธิชัย ถึงคอกที่นั่งของพรรคเพื่อแผ่นดิน

 ขณะที่นายรณฤทธิชัย ก็จะโผเข้าไปหานายสุรเชษฐ์ด้วยอารมณ์เดือดดาล ทำให้ส.ส.ของหลายพรรครีบกรูกันเข้ามาห้ามทั้งคู่ โดยนายสุรเชษฐ์ ได้ตะโกนท้านายรณฤทธิชัยว่า “มึงมาเจอกับกูนอกห้องประชุมดีกว่า” ส่วนนายรณฤทธิชัย ก็ทำท่าจะถอดเสื้อสูทเพื่อออกไปตามคำท้าของนายสุรเชษฐ์

 แต่ขณะนั้นส.ส.หลายพรรค อาทิ นายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย นายสุวโรช พะลัง ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ามารุมห้ามกันห้ามอย่างชุลมุน โดยขอร้องให้นายรณฤทธิชัย นั่งสงบสติอารมณ์ก่อน แต่นายสุรเชษฐ์ ซึ่งท้าให้ออกไปนอกห้องประชุมก็ไม่ได้ออกไปแต่มานั่งอยู่ด้านหลังสุดของห้องประชุม และยังตะโกนตอบโต้กับนายรณฤทธิชัย เป็นระยะ จนนายรณฤทธิชัย พยายามจะเดินเข้าไปหานายสุรเชษฐ์ แต่ถูกนายสุทิน คลังแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย นั่งประกบคอยห้ามปรามไม่ให้เกิดศึก
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสงบศึกสถานการณ์ในห้องประชุมก็ยังวุ่นวายกันเมื่อนายสุนัย ยังคงอภิปรายพาดพิงถึงเรื่องการย้ายพรรคของส.ส.พรรคภูมิใจไทย และยังพาดพิงคนใกล้ชิดพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีส่วนพัวพันงบประมาณกับงบประมาณของกรมอาชีวศึกษา ซึ่งนายสุนัยเห็นว่าไม่โปร่งใสตามที่นายกรัฐมนตรีเคยประกาศเอาไว้ ทำให้ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังทยอยลุกขึ้นประท้วงอย่างต่อเนื่องในที่สุด นายชัยได้ตัดบทโดยขอร้องให้นายสุนัย จบการอภิปรายและให้ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เตรียมอภิปรายต่อไป และได้พูดทิ้งท้ายว่า “อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก”

 "ผุสดี"เฉ่ง"ชัย"ไม่ควบคุมเรียกร้องสังคมประณาม

น.ส.ผุสดี ตามไท ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่าง ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ พ.ศ... กล่าวถึงเหตุการณ์แจกของลับกันกลางที่ประชุมสภาฯว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อประชาชน

 "ส.ส.ทั้งคู่ ถือว่า ทำผิดข้อบังคับการประชุมสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ต้องห้ามไม่ให้ส.ส.พูดจาหยาบคายได้ ถ้าไม่เชื่อก็มีสิทธิจะเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หิ้วตัวออกนอกห้องประชุม แต่ประธานปล่อยปละละเลย ไม่ทำหน้าที่ควบคุมอะไรเลย ปล่อยให้มีการพูดเท็จ เสียดสี ให้ส.ส.พูดถึงส่วนที่ชั่วของอีกฝ่ายออกมา ซึ่งเป็นการยั่วยุกันอยู่ตลอดเวลา จนนำไปสู่การเผชิญหน้ากันในที่สุด" นางผุสดี กล่าวและว่า

หากมีประมวลจริยธรรมส.ส.ขึ้นมา ก็จะมีกลไกเอาผิดผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไร้มารยาท ได้แต่ระหว่างนี้ อยากให้ส.ส.และสังคม ออกมาประนามพฤติกรรมของส.ส.แบบนี้ ให้มาก ๆ และหากเพื่อนส.ส.ร้องเรียนขึ้น ก็สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดได้

"สุริยะใส"ระบุซักฟอกแค่ระบายแค้น

 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า เท่าที่ติดตามฟังการอภิปรายแล้ว ต้องยอมรับว่า ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเก่าที่มีการปราศรัยบนเวทีชุมนุมของกลุ่ม นปช.มาก่อนแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ โดยเนื้อหาหลัก ๆ มุ่งโจมตีและทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก เพราะพรรคเพื่อไทยทราบดีว่า นายกฯ เป็นจุดแข็งของรัฐบาลชุดนี้ ก็เลยพยายามนำเรื่องเล้กเรื่องน้อยเพื่อโยงเข้าหานายกฯ

 "เช่น เรื่องเงินทีพีไอ เรื่องเกณฑ์ทหาร เรื่องมาตรา 7 ปัญหาในกระทรวงศึกษา หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องเล็กเรื่องน้อยของนายกฯ และภรรยา ที่อภิปรายโดยนายเชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ก็สะท้อนให้เห็นว่า มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของตัวนายกฯ มากกว่าจะประเมินผลงานของรัฐบาล หรือแม้แต่การพาดพิงกล่าวหาพันธมิตรฯ ก็จงใจยัดเยียดข้อหาก่อการร้าย แต่ละเลยที่จะพูดถึงพฤติกรรมของรัฐบาลทรราชที่เป็นเหตุให้ประชาชนต้องลุกออกมาอารยะขัดขืนและเดินขบวนโค่นล้ม"

 นายสุริยะใส กล่าวว่า น่าเสียดายที่ฝ่ายค้านไม่ได้ใช้โอกาสนี้ ในการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาคนตกงาน ปัญหาเกษตรกร ปัญหาความยากจน ไม่ได้ถูกพูดถึงแม้แต่นิดเดียว ทำให้รัฐสภาไม่ได้เป็นเวทีที่จะคลี่คลายปัญหาของประเทศชาติอย่างแท้จริง แต่กลายเป็นเวทีระบายแค้นทางการเมืองเท่านั้นเอง

 เขาบอกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ ฝ่ายค้านไม่ต้องยื่นญัตติเปิดอภิปรายให้เสียเวลาก็ได้ ปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินตามงานวัด งานบวช งานแต่ง ยังดูน่าติดตามมากกว่า

 "น่าเป็นห่วง ที่จนป่านนี้ รัฐสภาไทยยังไม่ปรับตัว ทั้ง ๆ ที่บ้านเมืองกำลังเดินเข้าสู่วิกฤติการณ์อย่างรอบด้าน แต่เรากลับยิ่งเห็นการทำงานของการเมืองแบบเก่าอย่างน่าสลดใจ"