ข่าว

อาจารย์กระตุ้นรัฐฯ-เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

อาจารย์กระตุ้นรัฐฯ-เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

26 พ.ค. 2553

อาจารย์นิด้าออกโรงกระตุ้นรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม ชี้เป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมือง

 รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษากรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในระหว่างการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดระนอง เพื่อเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติการณ์การเมือง ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานจังหวัดระนอง ว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีปัญหาหนักในช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงหลังเหตุการณ์วิกฤติปัญหาบ้านเมือง ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะเร่งหาทางเยียวยา แต่ทุกอย่างก็คงต้องใช้เวลา และจะเห็นผลในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นด้านการท่องเที่ยวคาดสถานการณ์จะกลับคืนมาขยายตัวเช่นไตรมาสที่ 1 ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงถึง 12 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ส่วนไตรมาสที่ 4 หากไม่มีปัจจัยด้านการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมากนักคาดจะมีอัตราการขยายตัวประมาณ 10% โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศปีนี้คาดว่าจะอยู่ในอัตรา 3.5-4.5%

 “แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มกลับคืนเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน และรัฐบาลชุดต่อไปจะต้องเร่งดำเนินการคือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมืองในปัจจุบัน โดยที่ผ่านมาประเทศไทยเราได้วางแผนพัฒนาประเทศตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 6 ถึงปัจจุบันปรากฏว่าสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว แต่ในทางกลับกันกลับส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสั่งคมมีช่องว่างที่กว้างขึ้น เหตุเพราะรัฐบาลไม่กระจายการพัฒนาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่เป็นการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะกรุงเทพฯและหัวเมืองสำคัญ ในขณะที่หัวเมืองรอบนอกอาทิจังหวัดหนองบัวลำภู ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อคนปีละ 17,500 บาท ในขณะที่กรุงเทพมหานคร รายได้ประชากรเฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ในอัตรา 200,000 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศ จนนำมาสู่ซึ่งปัญหาสังคม และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ปัญหาการเมืองในขณะนี้”

 ดังนั้น การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับต่อไปรัฐบาลจะต้องหันมาตระหนักในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ การพัฒนา และการกระจายรายได้ จะต้องให้ครอบคลุมเสมอภาคกันในทุกพื้นที่ โดยหลักการบริหารเศรษฐกิจของประเทศที่ควรจะเป็น มี 3 แนวทางสำคัญคือ 1.จะต้องมุ่งเน้นการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ 2.จะต้องให้เกิดความเท่าเทียมกันในการกระจายรายได้ เสมอภาคในทุกภาค ทุกพื้นที่ 3.การมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ

 รศ.ดร.มนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการบริหารด้านเศรฐกิจ หลังวิกฤติการณ์การเมือง ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศที่ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนถึง 73% ในขณะที่เราพึ่งพาภายในประเทศเพียง 23% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภายในประเทศเราไม่เข้มแข็ง กำลังซื้อต่ำ ประชาชนยังขาดรายได้ ดังนั้นทางภาครัฐจะต้องวางแนวทางการพัฒนาใหม่ โดยหันมาส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ รวมถึงการกระจายความเสี่ยงในประเทศที่เราพึ่งพาที่ปัจจุบันพบว่าประเทศที่เราพึ่งพาหลักคืออเมริกา คิดเป็นสัดส่วน 20% ญี่ปุ่น 20% ยุโรป 20% อาเซียน 40% ซึ่งเมื่อประเทศที่เราพึ่งพาเกิดปัญหาก็จะทำให้เราประสบปัญหาตามไปด้วย ดังนั้นในอนาคตประเทศไทยควรที่จะลดสัดส่วนการพึ่งพาต่างประเทศให้เหลือ 50% อีก 50% เราจะต้องพึ่งพาภายในประเทศ พร้อมกันนี้การพึ่งพาต่างประเทศควรที่กระจายความเสี่ยงจากอเมริกา,ญี่ปุ่น มายังจีน และอินเดียด้วย ซึ่งพบในอนาคตไม่นานนี้ทั้ง 2 ประเทศจะกลายเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจของโลก ทั้งยังอยู่ใกล้กับประเทศไทย แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์