
จับตากองทัพใต้ดินป่วน
เป็นที่แน่นอนแล้วว่า รัฐบาล-ศอฉ. จะยังคงประกาศบังคับใช้ เคอร์ฟิว" ในพื้นที่ กทม. และอีก 24 จังหวัด ต่อไปจนถึงวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม โดยเริ่มตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนถึงตีสี่ของวันรุ่งขึ้นเหมือนเดิม ตามการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิ
เพื่อเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการจัดการกับ “กองกำลังติดอาวุธ" หรือ "กองทัพใต้ดิน" ของกลุ่มเสื้อแดง ลุกขึ้นมาสร้างสถานการณ์ให้บ้านเมืองปั่นป่วน “รอบสอง"
มาตรการแบบ “ปูพรม" ในหลายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ “ภาคอีสาน-ภาคเหนือ" ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และในฐานะผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน สั่งตรงไปยัง พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ท.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน แม่ทัพภาคที่ 3 เพื่อวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา
“รัฐบาล-ศอฉ.” ยังเชื่อว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังไม่ “จบ” เพียงเท่านั้น แม้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะสลายตัวไปแล้วก็ตาม
แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงมีสรรพกำลัง ทั้ง “อำนาจเงิน-อำนาจบารมี" อยู่ สถานการณ์จึงยากที่จะจบลงง่ายๆ
ยิ่งการประกาศชัดว่าจะ “สู้" จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม นั่นแสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณประกาศที่จะทำ “สงคราม” รอบใหม่แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่ “รัฐบาล-ศอฉ." เป็นห่วงมากที่สุดในยามนี้ เห็นจะเป็น “เกมใต้ดิน” ที่ พ.ต.ท.ทักษิณหวังเป็นหนักหนาว่าจะสามารถโค่นล้มรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีคนนี้ได้เพียงหนทางนี้หนทางเดียวเท่านั้น เพราะแนวทางอื่นยังมืดสนิทในทุกด้าน
แม้ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณหวังจะเอาสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการเล่นงาน “รัฐบาล-ศอฉ."
โดยเฉพาะการแต่งตั้ง “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” ที่ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 4 เดือนเท่านั้น “หัวขบวน” อย่าง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จะต้องเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้แล้ว
แต่ “อภิสิทธิ์” ก็ยังไม่สามารถพิจารณาหาบุคคลขึ้นมาแทนได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าส่งผลกระทบให้เกิด “เกียร์ว่าง” ภายในองค์กรตำรวจ โดยเฉพาะความ “ภาวะผู้นำ" ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
แต่นั่นก็คงไม่ใช่ประเด็น เพราะสถานการณ์ขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อย ทำให้ ณ เวลานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามเดินเกมทุกรูปแบบ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้ให้ได้ แม้ว่าการกระทำจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ กทม.และพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะมวลชนคนเสื้อแดง ที่ถือว่าเป็น “มือ-ไม้” ชั้นดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อน และมี “กองกำลังติดอาวุธ" ในการสนับสนุนก่อเหตุร้าย โดยใช้พรรคการเมืองในการ “นำทาง”
“รัฐบาล-ศอฉ.” จึงอยู่ในช่วง “คิดหนัก” เพราะยังไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ทุกรูปแบบที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้ และยังคิดไม่ตกที่จะยกเลิก “เคอร์ฟิว” ในพื้นที่ กทม.และอีก 24 จังหวัดที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” ประกาศไว้เพื่อแก้ไขสถานการณ์บ้านเมือง ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะ “ยกเลิก" ในเวลานี้เช่นกัน
เพราะประกาศ “ยกเลิก” แล้ว สถานการณ์บ้านเมืองเกิดเลวร้ายไปกว่านี้ โดยเฉพาะ “กองกำลังติดอาวุธ" ที่ขณะนี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” ยังไม่สามารถควานหาตัวได้หมด จึงยากที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในยามนี้ เพราะ “กองกำลังติดอาวุธ” ที่ขณะนี้แพร่กระจายไปทั่ว ไม่เพียงเฉพาะในพื้นที่ กทม. ได้กระจายไปตามพื้นที่ต่างจังหวัดเรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลด้านการข่าวจาก “หน่วยข่าว” จากทุกสำนักของรัฐบาล และกองทัพ ตรงกันว่า “กองกำลังติดอาวุธ” ที่มีอยู่ในเวลานี้บวกลบแล้วประมาณ 500-600 คน
นี่ยังไม่รวม “กองกำลังติดอาวุธ” ที่เป็นชาวต่างชาติที่ถูกจับได้ก่อนหน้านี้ “รัฐบาล-ศอฉ.” ก็มิอาจนิ่งนอนได้เช่นกัน เพราะนั่นเหมือนเป็นการส่งสัญญาณไม่สู้ดีต่อสถานการณ์บ้านเมืองในยามนี้
และถ้า “กองกำลังติดอาวุธ” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้ามาร่วมผสมโรงกับเหตุการณ์ในพื้นที่ กทม.ด้วยแล้ว ถือว่าน่าเป็นห่วงยิ่งหนัก แม้ว่ารัฐบาลจะใช้ “กองกำลังประชาชน” ช่วยเป็นหูเป็นตาในการต่อต้าน “กองกำลังติดอาวุธ” ถือว่ายาก
เพราะที่ผ่านมา แม้ “รัฐบาล-ศอฉ.” มีอำนาจอยู่ในมือเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่สามารถยับยั้ง “กองกำลังติดอาวุธ” ที่แอบแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงมาปฏิบัติการ “เผาบ้าน-เผาเมือง” ได้เลย
และยิ่งถ้าปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีเสรีในการปฏิบัติการด้วยแล้ว เห็นทีประเทศไทยคงลุกเป็นไฟในไม่ช้านี้ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบ 40 แห่ง พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าเป็นการเรียก “น้ำจิ้ม” เท่านั้น
ทีมข่าวความมั่นคง



