
ศอฉ.ถกเครียดทักษิณทวิตโต้ข้อหาก่อการร้าย
ศอฉ.สั่งห้าม สื่อแดง 4 ฉบับตีพิมพ์ หวั่นปลุกแดงป่วนซ้ำ ที่ประชุมศอฉ.ถกเครียด ทักษิณ ทวิตโต้ก่อการร้าย กต.-ดีเอสไอเผย 3 หนทางนำตัว ทักษิณ กลับไทยดำเนินคดี ด้าน บชน.ผุดแผน พิทักษ์เมืองพฤษภา 53 ป้องแดงก่อวินาศกรรม ทหารถกเตรียมข้อมูลแจงสภาสลายแดงแร
(26พ.ค.) เมื่อเวลา 16.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นประธานในการประชุมศอฉ. โดยมีพล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1.30 ชั่วโมง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมส่วนข่าวร่วม ศอฉ.ได้มีการรายงานสรุปสถานการณ์ และรายงานความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการทวิตเตอร์ตอบโต้ หลังจากที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายให้ที่ประชุมได้รับทราบ และยังได้มีการรายงานถึงแนวทางการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะใช้วิธีการส่งข้อมูลผ่านทางสื่อต่างๆ ให้เห็นว่า ข้อมูลที่นำไปตั้งข้อกล่าวหาก่อการร้าย เป็นการตัดต่อและเป็นเท็จ เพื่อนำไปสู้ทางคดีต่อไป ซึ่งศอฉ.ได้ยืนยันในที่ประชุมว่า คลิปเสียงพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้มีการปรับแต่ง หรือตัดต่อให้ผิดความหมาย แต่มีการตัดต่อแต่ละคลิปให้เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงการต่างประเทศยังได้มีการพูดถึงการดำเนินการนำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ในข้อหาก่อการร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยสามารถดำเนินการได้ 3 กรณี คือ 1.การประสานงานกับสถานทูตและสถานกงสุลใน 92 แห่ง 2.การส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยผ่านขั้นตอนทางการทูต 3.การนำตัวกลับด้วยวิธีอนุสัญญาต่างๆของประเทศไทยที่มีต่อประเทศภาคีสมาชิก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บชน.)ได้มีการเสนอแผน พิทักษ์เมืองพฤษภา 53 เพื่อรักษาความปลอดภัย และป้องกันการก่อวินาศกรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพ ส่วนมาตรการทางทหารในการรักษาความปลอดภัยขณะนี้ได้มีการปรับลดกำลังลงเหลือตามความจำเป็น โดยในส่วนของการตั้งด่านตรวจต่างๆจะใช้สารวัตรทหาร (สห.)จากทั้ง 3 เหล่าทัพ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เทศกิจเท่านั้น ส่วนกำลังทหารที่ยังคงเหลืออยู่ในพื้นที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการสำคัญต่างๆทั่วกรุงเทพ นอกจากนี้ในที่ประชุมศอฉ.ยังได้มีการรายงานความคืบหน้าในการทำงานของคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินคดีตามหมายจับของ ศอฉ.ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมศอฉ. ได้มีการประชุมภายในของหน่วยข่าว และฝ่ายยุทธการ เพื่อเตรียมข้อมูลในด้านการปฏิบัติการทางทหารที่มีการกระชับพื้นที่ เพื่อเตรียมจะชี้แจงต่อรัฐสภา โดยได้มีการให้หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองการปฏิบัติการของกรมทหาราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31รอ.) ที่กระชับพื้นที่บริเวณจากแยกปทุมวันมาแยกราชประสงค์ โดยทางหน่วยรบพิเศษได้ชี้แจงเรื่องเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มก่อการร้ายที่บริเวณวัดปทุมวนารม และยืนยันว่า ไม่มีการยิงเข้าในวัดปทุมวนาราม เพราะเข้าไปถึงเพียงแค่สถานีรถไฟฟ้าสถานีสยามเท่านั้น เนื่องจากกำลังของ ร.31รอ.ยังไม่ได้เคลื่อนเข้าไปในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันทาง ศอฉ. ได้มีการแจกจ่ายคำสั่ง ศอฉ. ที่ 71 / 2553 เรื่องห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร โดยคำสั่งดังกล่าวลงนามโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื้อหาในคำสั่งระบุว่า เนื่องจากปรากฏว่า มีหนังสือพิมพ์ และ สิ่งพิมพ์บางฉบับมีข้อความและเนื้อหาที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงและสงบเรียบร้อยในราชอาณาจักร โดยมีเจตนาทำให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และ บั่นทอนความเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นของคนในชาติ อันมิใช่เป็นการกระทำภายในมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ทันท่วงที
“อาศัยอำนาจตามข้อ 2 แห่งข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 และข้อ 6 ของมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จึงออกคำสั่งห้ามมิให้หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ ประกอบด้วย นิตยสาร Voice of Taksin เสียงทักษิณ หนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้ ไทยเรดนิวส์ , และวิวาทะ เสนอข่าวสารหรือทำให้ปรากฎแพร่หลายซึ่งข่าวสารที่มีข้อความและเนื้อหาที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร อันทำให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนและบั่นทอนความเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นของคนในชาติ ซึ่งผู้ใดที่ฝ่าฝืนคำสั่งนี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่กินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ” คำสั่งของศอฉ.ระบุ



