
เรือนชานบ้านเมือง-เหตุในธรรมาธรรมะสงครามTHE FIGHT FOR RIGHTEOUSNESS (2)
จากสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่เลวร้ายจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรม สำหรับผมแล้วไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะหรอกครับ พ่ายแพ้กันแบบหมดรูปกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหรือฝ่ายรัฐบาล แม้แต่ประชาชนตาดำๆ (ที่ทำมาหากินอยู่กันดีๆ ไม่ได้มีส่วนได้อะไรกับเขา มีแต่ส่วนเสีย
แต่ถึงจะมีอาการหนักหนาสาหัสเข้าขั้นโคม่าอย่างไร ผมคนหนึ่งครับที่จะไม่ยอมให้ประเทศอันเป็นที่รักของผมพ่ายแพ้ ต่อให้มีความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ ในสังคมเกิดขึ้นอีกสักกี่ครั้ง มีความรุนแรงสักเพียงไหน ผมก็เชื่อว่าประเทศจะสามารถยืนยงธำรงอยู่ได้ เพราะสังคมไทยมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนสังคมอื่นใดในโลก มีวัฒนธรรมของการดำเนินชีวิตที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือ “ความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ” รวมไปถึง “การให้อภัย” ซึ่งก่อให้เกิดเป็นลักษณะพิเศษคือ “ไม่เป็นไร” และ “ลืมง่าย” (จะว่าไปแล้วพื้นฐานก็มาจาก “การให้อภัย”นั่นแหละครับ)
ดังนั้น อยากวิงวอนให้คนไทยอย่าหมดหวังกับอนาคต (เหนื่อยหน่ายได้แต่ห้ามท้อ) เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้มครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากศึกษาให้ลึกลงไปให้ถึงแก่นอันเป็นคำสอนของพุทธศาสนาจะพบ “ผล” ของสัจจะแห่งธรรมะ อันเกิดแต่ “เหตุ” ด้วย “เหตุ” นี้แล พระอัสสชิเถระ (ผู้เป็นที่ 5 ของพระปัญจวัคคีย์) จึงแสดงธรรมให้แก่พระสารีบุตร ว่า “เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุฯ” ความว่า ธรรมทั้งหลายล้วนเกิดแต่ “เหตุ” เพราะว่า “เหตุ” เป็นตัวสำคัญ เป็นตัวเดิม เมื่อพระอัสสชิเถระกล่าวถึงที่นี้ (คือ “เหตุ”) พระสารีบุตรจะไม่หยั่งจิตลงถึงแก่นแท้ของกระแสธรรมได้อย่างไรเล่า เพราะทุกสิ่งในโลก ต้องเป็นไปแต่ “เหตุ” ถึงโลกุตรธรรม ก็คือ “เหตุ” (สำหรับท่านที่กำลังสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสนใจในหลักธรรมอันเป็นแก่น ที่ก่อให้เกิดขวัญกำลังใจ รวมทั้งความเบิกบานของกำลังสติปัญญา ขอให้ท่านไปศึกษาเพิ่มเติมในหนังสือ “มุตโตทัย” โดยท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต)
คาถา “เยธมฺมาฯ” อันเป็นแก่นของพุทธศาสนา ว่าด้วย “ธรรมใดเกิดแก่เหตุฯ” ซึ่งหมายถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ “เป็นเหตุเป็นผล” ซึ่งกันและกัน หากสามารถหาสัจจะแห่ง “เหตุ” พบก็จะสามารถคาดการณ์ “ผล” ที่ตามมาได้ไม่ยากและพอได้ “สติ” เช่นนี้ ก็จะเกิด “ปัญญา” ที่สามารถรับมือกับ “ผล” ได้ไม่ยากเช่นกันครับ พอจับหลักอันเป็นแก่นได้อย่างนี้ ก็จะพบในทันทีว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องธรรมชาติของ “ผล” ที่เกิดขึ้นตาม “เหตุ” ที่ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องเกิดขึ้น ทำให้บางครั้งผมคิดว่า “ผล” ของความขัดแย้งได้ปะทุขึ้นเสียตั้งแต่วันนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้เร่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหาทางเยียวยาแก้ไขกลับไปที่ “เหตุ” อันเป็นต้นตอของปัญหาที่หมกกันเอามานานเพื่อให้สังคมไทยจะได้อยู่เย็นเป็นสุขอย่างยั่งยืนกันเสียทีครับ
พอได้มองกลับไปที่ “เหตุ” และ “ผล” อย่างมี “สติ” โดยใช้ “ปัญญา” กำกับ ก็จะพบว่า “ผล” จากความขัดแย้งครั้งนี้จะนำไปสู่พลวัตของการขับเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแบบก้าวกระโดดทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองโดยเฉพาะการพัฒนาประชาธิปไตยแบบไทย เพราะทำให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในทุกภาคส่วน
นอกจากนั้น ในทัศนคติของผม ความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้และจะเกิดในอนาคตนับต่อแต่นี้ไปนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ อันเกิดแต่ “เหตุ” ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนหมู่มากในสังคม ซึ่งมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่เสมอ แม้แต่ในสถาบันครอบครัว สมาชิกในครอบครัวก็ยังมีความขัดแย้ง หรือนับประสาอะไรแม้แต่ตัวเราเองบางครั้งเราก็ขัดแย้งในตัวเราเองเลยครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



