
หมอประเวศเสนอแนวทางเยียวยาและฟื้นฟูบูรณะประเทศ
นายแพทย์ประเวศ วะสี พลเมืองอาวุโส ได้เสนอบทความเรื่อง แนวทางการเยียวยาและฟื้นฟูบูรณะประเทศ ความว่า
ประเทศชาติก็เหมือนชีวิตร่างกายที่อาจเจ็บป่วยหรือวิกฤตจนเข้าไอซียูได้ ต่างกันที่ชีวิตแต่ละชีวิตอาจตายได้ แต่ประเทศชาติตายไม่ได้ เหตุมิคสัญญีกลียุคที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายและการเผาผลาญบ้านเมืองก่อให้เกิดความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวง เรารู้มานานว่าเราไม่มีพลังป้องกันมิคสัญญี แต่เรามีพลังที่จะฟื้นฟูบูรณะ
เรื่องใหญ่ที่สุดของเราคือ การเยียวยาและฟื้นฟูบูรณะประเทศ และใช้โอกาสแห่งการเยียวยาและฟื้นฟูบูรณะประเทศขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตของเราร่วมกัน
สำหรับเฉพาะหน้านี้ข้อเสนอมาตรการในการเยียวยาและฟื้นฟูบูรณะ ๕ ประการดังต่อไปนี้
๑. ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสัจจะและสมานฉันท์ ( Truth and Reconciliation )
ต้องรู้ความจริงจึงสมานฉันท์ได้ ข้อมูลข่าวสารที่ออกมาจากฝ่ายต่างๆจะขัดแย้งไม่ลงตัวกันและไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน จึงควรมีคณะกรรมการอิสระเพื่อแสวงหาความจริง ต่างหากไปจากกระบวนการทางกฎหมาย ความจริงนี้เพื่อนำไปสู่การขอโทษ ( Apology ) และการให้อภัย ( Forgiveness ) การขอโทษและการให้อภัยเป็นพลังอันมหาศาลของมนุษย์เพื่อนำไปสู่การคืนดี ในหนังสือชื่อ “Solving Tough Problems” โดย Adam Kahane ปัญหาความรุนแรงในประเทศอื่นที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเราก็ยังแก้ได้ ในเรื่องนี้อาจต้องขอร้องให้คุณอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเคยเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติที่แต่งตั้งโดยนายกฯทักษิณ รับเป็นประธาน
๒. ทำให้ทุกชุมชนเป็นชุมชนไม่ทอดทิ้งกันทั่วประเทศภายใน ๑ เดือน ให้ทุก อบต. และเทศบาลจัดให้มีการสำรวจทั้งชุมชนให้เสร็จภายใน ๒ สัปดาห์ว่าใครอยู่ในข่ายถูกทอดทิ้งบ้าง เช่น คนชรา คนจน คนพิการ เด็กกำพร้า แล้วจัดให้มีอาสาสมัครดูแลหมดทุกคน รวมทั้งมีกองทุนสวัสดิการชุมชน หรือกองทุนสุขภาพชุมชนที่ สปสช. อบต. (เทศบาล) และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ออกสมทบ องค์กรวิชาการต้องเข้ามาสนับสนุนอาสาสมัครให้ทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพ ควรกำหนดให้แต่ละจังหวัดมีมหาวิทยาลัยอย่างน้อยหนึ่งแห่งเข้าไปสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น โดยวิธีนี้จะเกิดเป็นสังคมไม่ทอดทิ้งกันเต็มประเทศภายใน ๑ เดือน
๓. สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ การไม่มีงานทำ การไม่มีรายได้ ทำให้ขาดความมั่นคงในชีวิตและเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลกด้วย ระบบเศรษฐกิจที่เอาจีดีพีเป็นตัวตั้ง การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดของความร่มเย็นเป็นสุข สัมมาชีพหมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ คำว่าสัมมาชีพจึงรวมทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม ศีลธรรม และสิ่งแวดล้อม
ทิศทางและนโยบายของประเทศต้องมุ่งส่งเสริมการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่อย่างเป็นเอกภาพ ชุมชนท้องถิ่นคือผู้ปฏิบัติหลัก องค์กรอื่นๆทั้งสิ้นต้องสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้สามารถสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่องค์กรภาคธุรกิจ อันได้แก่ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมทั้งเครือข่ายในทุกจังหวัด ควรเข้ามาสนับสนุนให้เกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่
๔. ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง – สร้างพระเจดีย์จากฐาน ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างได้สำเร็จจากยอด เพราะจะพังลง ๆ เนื่องจากไม่มีฐานรองรับ พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ฐานที่แข็งแรงจะรองรับพระเจดีย์ให้มั่นคงยั่งยืน ในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาเราพัฒนาทุกอย่างที่ยอด จึงล้มเหลวและเป็นผลให้บ้านเมืองวิกฤต ฐานพระเจดีย์ของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทุกด้านก็จะรองรับสังคมทั้งหมดให้มั่นคงและยั่งยืน เรามีตัวอย่างทั้งระดับหมู่บ้านและตำบลที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการด้วยกระบวนการประชาธิปไตยทำให้การพัฒนา ๘ เรื่องเชื่อมโยงกัน คือ เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย ชุมชนและท้องถิ่นใดที่พัฒนาอย่างบูรณาการทั้ง ๘ เรื่องเกิดศานติสุขประดุจสวรรค์บนดิน การสร้างศานติสุขประดุจสวรรค์บนดินนี้สามารถขยายตัวไปได้ทั่วทุกปริมณฑลของประเทศ
อนึ่ง ผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เป็นคนดีๆและมีความสามารถมีจำนวนมาก ถ้าเปิดโอกาสและส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เป็นคนดีๆและมีความสามารถจำนวนมากเหล่านี้จะร่วมกันเป็นพลังพาชาติออกจากวิกฤตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง เพราะฉะนั้นควรทำอย่างน้อยดังต่อไปนี้
(๑) กระทรวงมหาดไทยที่ยังกุมอำนาจเหนือชุมชนท้องถิ่น ควรปลดปล่อยชุมชนท้องถิ่นไปเป็นอิสระสามารถคิดเองทำเองให้เต็มตามศักยภาพ กระทรวงเปลี่ยนบทบาทไปสนับสนุน
(๒) ระบบต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ ความยุติธรรม การเมือง การปกครอง การสื่อสาร ฯลฯ ไปเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นแบบเกื้อกูลหนุนช่วยซึ่งกันและกัน
(๓) กำหนดให้แต่ละจังหวัดมีมหาวิทยาลัยอย่างน้อยหนึ่งแห่งเข้ามาสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ถ้ามหาวิทยาลัยสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ประเทศไทยจะเปลี่ยน การศึกษาจะเปลี่ยน
๕. สภาประชาชน - “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” - ปฏิรูปประเทศไทย ประเทศวิกฤตเพราะขาดความเป็นธรรม ต้องปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยให้เกิดความเป็นธรรมทุกด้าน เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก ไม่มีรัฐบาลใดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะทำได้สำเร็จ และเมื่อไม่สำเร็จวิกฤตการณ์ก็จะเกิดซ้ำซากและรุนแรงมากขึ้น ต้อง “ออกแบบ” ในการทำงานที่มีพลังที่จะเขยื้อนเรื่องที่จะเขยื้อนได้ยากประดุจเขยื้อนภูเขาแบบนี้เรียกว่า “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ซึ่งประกอบด้วย (๑) การสร้างความรู้ที่ตรงประเด็น (๒) การขับเคลื่อนทางสังคม (๓) อำนาจรัฐเข้ามาบรรจบกัน อำนาจทั้ง ๓ นี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือแม้ ๒ อย่างก็เขยื้อนเรื่องยากไม่สำเร็จ ที่แล้วมามักแย่งกันมีอำนาจรัฐ ซึ่งนอกจากทำงานไม่สำเร็จแล้วยังแตกแยกรุนแรง คุณทักษิณเป็นตัวอย่างของผู้มีอำนาจรัฐสูงสุดก็ไม่สามารถพัฒนาไปได้ตลอดรอดฝั่ง
สภาประชาชนตามที่หลายฝ่ายกำลังคิดควรเป็นอำนาจทางสังคมและทางความรู้ อย่าคิดไปมีอำนาจรัฐจะมีไปทำไมในเมื่อคนที่มีก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่สภาประชาชนควรเป็นอำนาจทางสังคมและอำนาจทางความรู้ สภาประชาชนควรเป็นการรวมตัวของประชาชนอย่างอิสระในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ตามพื้นที่ หรือตามประเด็น หรือตามอาชีพ สภาประชาชนจะมีพลังต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนทางวิชาการคือเรื่องข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการสังเคราะห์ประเด็นนโยบาย ฉะนั้นควรมีข้อกำหนดให้องค์กรทางวิชาการเข้ามาสนับสนุนสภาประชาชน
ต้องมีการกำหนดให้อำนาจรัฐรับข้อเสนอทางนโยบายจากสภาประชาชนไปปฏิบัติ ทั้งในระดับตำบล ระดับจังหวัด และระดับชาติ ข้อเสนอใดดีและปฏิบัติได้ให้นำไปปฏิบัติทันที ข้อเสนอใดดีแต่ยังไม่พร้อมปฏิบัติได้ให้นำไปทำรายละเอียดร่วมกันจนถึงขั้นปฏิบัติได้ ให้สภาประชาชนติดตามตรวจสอบและสนับสนุนให้อำนาจรัฐปฏิบัติตามนโยบายที่สภาประชาชนเสนอ โดยการทำงานร่วมกันใน “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” นี้จะเป็นพลังสร้างสรรค์อย่างยิ่ง สันติอย่างยิ่ง ไม่ต้องลงไปเป็นการเมืองบนท้องถนน ซึ่งหลุดไปเป็นอนาธิปไตยได้ง่ายจะเป็นกลไกให้ทำเรื่องยากๆสำเร็จเป็นลำดับๆ บ้านเมืองจะเป็นธรรมมากขึ้นๆ เกิดบูรภาพและดุลยภาพมีความมั่นคงยั่งยืน เป็นสังคมศรีอาริยะหรือสังคมศานติสุข
ทั้ง ๕ ประการที่เสนอมานี้อาศัยแนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา” ไม่แยกข้างแยกขั้วไม่เป็นปฏิปักษ์ ไม่โค่นล้ม เป็นสันติวิธีที่คนไทยเอาหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์เข้ามาทำงานร่วมกัน ในเรื่องที่ยากต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ( Interactive learning through action ) จึงจะสำเร็จ
มาตรการทั้ง ๕ ประการที่เสนอนี้ล้วนอยู่บนฐานของการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ
ในการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัตินี้ เมื่อทำไปๆสิ่งหนึ่งจะผุดบังเกิดขึ้น คือ ความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) ความเชื่อถือไว้วางใจกันเป็นทุนอันยิ่งใหญ่เพื่อความสุขและความสำเร็จที่เงินเท่าใดๆก็ซื้อไม่ได้ แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันด้วยใจ
เพื่อนคนไทยครับ แนวทางการพัฒนาด้วยแนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา” นี้เมื่อเข้าใจให้มากปฏิบัติให้มากก็จะขยายพื้นที่แห่งสันติ-อหิงสา และจำกัดพื้นที่แห่งวิหิงสาไปโดยปริยาย ประเทศไทยมีทรัพยากรต่างๆมากมาย ถ้าเราใช้แนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา” มาใช้ในการพัฒนา ไม่เป็นการยากเลยที่คนไทยจะสร้างอนาคตที่ดีของเราร่วมกันและสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด
ประเวศ วะสี



