ข่าว

ฝ่ายค้านแขวะ"มาร์ค"โหดใช้จนท.ปราบปชช.

ฝ่ายค้านแขวะ"มาร์ค"โหดใช้จนท.ปราบปชช.

26 พ.ค. 2553

เพื่อไทย แขวะ นายกฯใจโหดใช้หน่วยงานรัฐปราบประชาชน ด้าน “นายกฯ" สวนพร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่

(26พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า การเผาบ้านเผาเมืองไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่กรือเซะ ที่มีการกดดัน มีการใช้อำนาจทหาร เมื่อผู้ชุมนุมถูกกดดัน จึงเกิดการเผาบ้านเผาเมืองเกิดขึ้น จริงอยู่ว่าปัญหาทางการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แก้ด้วยการออกกฎหมายแต่กลายเป็นสองมาตรฐานเกิดขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือไปบอกว่ามีการก่อการร้ายในประเทศ ไปตั้งข้อกล่าวหา ทั้งที่รัฐบาลควรรีบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

 ด้านนางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาลควรเร่งรีบทำให้บ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติก่อน และควรยกเลิกเคอร์ฟิว สำรวจความเสียหายบ้านเมือง และนำงบประมาณปี 2554 กลับไปทำใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันน่าจะเหมาะสมกว่าจะมาเร่งรีบพิจารณากันแบบนี้ ซึ่งตนเคยอภิปรายในการพิจารณางบประมาณปี 2553 ว่าถ้ามีผู้นำที่มีคุณธรรม มีหิริโอตัปปะ บ้านเมืองจะสงบ แต่หากผู้นำใจโหด ใจคดทุจริตก็จะใช้หน่วยงานในมือผิดทางก็จะเกิดปัญหา ซึ่งวันนี้ก็เหมือนกับที่ตนเคยบอกไว้ เพราะหน่วยงานที่สังกัด ไม่ว่าจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ หน่วยข่าวกรอง ดีเอสไอ ก็เป็นหน่วยงานที่เอามาปราบปรามผู้ชุมนุม ตนสงสารประเทศไทยที่มีผู้นำประเทศชื่อนายอภิสิทธิ์ ตนคงไม่เห็นดีเห็นงามในการจัดสรรเพิ่มเติมให้กับหน่วยงานที่ไม่ควรจะได้รับ

 นายกฯชี้แจงว่า สำหรับกรณีที่พาดพิงเหตุการณ์การชุมนุมและการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่นอกจากกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการนิติบัญญัติจะตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่ารัฐบาลและตนพร้อมที่จะให้ตรวจสอบกรณีของกลุ่มที่กระทำความผิดเรื่องก่อการร้ายและความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องของบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลไม่เคยกล่าวหาประชาชนว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่บุคคลกลุ่มนี้ใช้ประชาชนมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป และขอย้ำที่บอกว่าเข้าไปปราบปรามประชาชนนั้นไม่ใช่ แต่เป็นปฏิบัติการณ์เพื่อลดความสูญเสียให้มากที่สุด

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณแต่ละกระทรวงนั้น ต้องดูทิศทางที่ดีขึ้นมากกว่าไปดูที่ตัวเลขงบประมาณเพราะหากเทียบตามรายกระทรวงจะเห็นได้ว่ากระทรวงกลาโหมได้เพิ่มขึ้นเพียง 10.6% ที่สูงขึ้นนั้นเพราะเป็นการคืนงบที่ถูกตัดไปตั้งแต่ปี 2551 และงบที่เพิ่มถือว่าเป็นงบที่ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เพิ่มขึ้น 42 % กระทรวงพาณิชย์ 16.9% กระทรวงอุตสาหกรรม 20.5% ขณะเดียวกันรัฐบาลชุดนี้ได้พิสูจน์ถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหาเศรษฐให้เห็นแล้วว่าวันนี้เศรษฐกิจมีการขยายตัวมากขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มประมาณ 4% ตรงข้ามกับต่างประเทศในบางประเทศเพิ่มขึ้นถึง 100% ส่วนเงินที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลไม่ได้มีการนำไปใช้จ่ายเพื่อการบริหารงานของรัฐบาล แต่ได้ส่งเข้าคลังเพื่อค้ำจุนฐานะทางการเงินของประเทศให้มั่นคงเท่านั้น อย่างไรก็ตายอมรับว่างบประมาณได้จัดทำก่อนที่จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ซึ่งงบประมาณดังกล่าวจะเริ่มใช้วันที่ 1 ต.ค. ซึ่งหากคงไว้ก็จะสามารถผลักดันให้เกิดแผนปรองดองได้ต่อไป