ข่าว

"อภิสิทธิ์"แจงงบฯรายจ่ายประจำปี54ต่อสภาฯ

"อภิสิทธิ์"แจงงบฯรายจ่ายประจำปี54ต่อสภาฯ

26 พ.ค. 2553

นายกฯแถลงการจัดทำงบฯปี 54 ตั้งไว้ไม่เกิน 2,070,000,000,000 บาท ต่อรัฐสภา ย้ำรัฐบาลมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนไม่เฉพาะแต่หน่วยงานภาครัฐใช้กลไกด้านงบ ประมาณเข้าไปร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ

 (26พ.ค.) เวลา 09.30 น. ณ อาคารรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ต่อ สมาชิสภาผู้แทนราษฎร

คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
---------------------------
ท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ
คณะ รัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้
หลัก การ
ตั้งงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เป็นจำนวนไม่เกิน 2,070,000,000,000 บาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น เป็นจำนวน 2,039,653,937,600 บาท และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน 30,346,062,400 บาท
เหตุผล
1. เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นได้มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 สำหรับใช้เป็นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดิน
2. เพื่อปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ที่กำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว
ท่าน ประธานที่เคารพ
รัฐบาล ขออนุญาตเสนอคำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ฉบับสมบูรณ์เป็นเอกสาร และขอสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่คณะรัฐมนตรีนำเสนอต่อท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติในวันนี้ มีจุดมุ่งหมายสำคัญ 2 ประการ คือ
ประการ แรก เพื่อให้งบประมาณเป็นกลไกในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ ประเทศต่อไป ซึ่งจากระยะเวลา 17 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทาง เพื่อพลิกฟื้นสภาพเศรษฐกิจ จากเดิมที่ลดลงร้อยละ 7.1 ในไตรมาสแรกของปี 2552 ให้กลับมาขยายตัวถึงร้อยละ 12 ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จึงเป็นสิ่งยืนยันถึงความถูกต้อง เหมาะสมของแนวทางการดำเนินงานทางเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา
ประการที่สอง ใช้กลไกของงบประมาณสำหรับวางรากฐานของประเทศในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ดังจะเห็นได้จากสถิติช่องว่างความเหลื่อมล้ำรายได้ระหว่างกลุ่มประชากรร้อย ละ 20 ที่มีรายได้สูงสุดกับกลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้ต่ำสุด มีความห่างกันถึง 12.7 เท่า ในปี 2551 ซึ่งไม่แตกต่างไปจากข้อมูลสถิติในปี 2529 ที่มีช่องว่างห่างกัน 12.8 เท่า ดังนั้น นโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการในช่วงปีที่ผ่านมา จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้และสร้างความ เป็นธรรมในสังคมด้วยการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้แก่ผู้มีรายได้น้อย การขยายโอกาสให้คนไทยให้ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน การเพิ่มโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และคนชรา ให้ได้รับเบี้ยยังชีพและสวัสดิการสังคมมากขึ้น ตลอดจนการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทและประกอบอาชีพ ทางการเกษตร ผ่านโครงการประกันรายได้เกษตรกร และโครงการลงทุนในระบบชลประทานเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เป็นต้น ทั้งหมดทั้งปวงก็นี้เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาค ภายใต้สังคมที่มีความสมานฉันท์และพอเพียง
ก่อน ที่จะแถลงสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 กระผมขอรายงานภาวะเศรษฐกิจทั่วไป ฐานะและนโยบายการเงินการคลังของประเทศ ดังต่อไปนี้
ภาวะ เศรษฐกิจทั่วไป
เศรษฐกิจ ไทยในไตรมาสแรกของปี 2553 ขยายตัวร้อยละ 12.0 เร่งตัวขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 5.9 ในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา เป็นการฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการท่องเที่ยวกลับมาขยายตัวในอัตราสูง การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของรายได้ เกษตรกรและการจ้างงาน นอกจากนี้การนำเข้าสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรได้ส่งสัญญาณให้เห็นถึงแนว โน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน สำหรับภาคการค้าต่างประเทศในไตรมาสแรกของปี 2553 ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลโดยรวม 2,132.9 และ 5,252.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ การส่งออกขยายตัวร้อยละ 32.0 จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวทั้งราคาและปริมาณ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อ เนื่อง ส่วนการนำเข้าขยายตัวร้อยละ 63.6 ตามการขยายตัวของการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเป็นสำคัญ
ในระยะเวลาที่เหลือของปี 2553 สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น ของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และภาคการท่องเที่ยว แต่จากความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจไทยประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายในโครงการลงทุนภายใต้แผน กระตุ้นเศรษฐกิจ การลดความเสี่ยงและรักษารายได้ของเกษตรกรโดยมาตรการประกันรายได้เกษตรกร จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมในปี 2553 ขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5 - 4.5 อัตรา เงินเฟ้อประมาณร้อยละ 3.0 - 4.0 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องพึงระวังในระยะที่เหลือของปี 2553 ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ความเปราะบางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก การแข็งค่าของเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
สำหรับในปี 2554 คาดว่าแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญยังคงมาจากการขยายตัวของการส่งออก ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาของรัฐบาล จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การบริโภค และการจ้างงานขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามในปี 2554 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่ แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสินค้า ส่งออกของไทย และการผันผวนของราคาน้ำมันที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น
ฐานะ และนโยบายการคลัง
ใน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 รัฐบาลประมาณการว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้น จำนวน 1,720,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 จาก ปีก่อน และเมื่อหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราช บัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 จำนวน 70,500 ล้านบาทแล้ว คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน 1,650,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,070,000 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 370,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.8 โดยเป็นงบประมาณขาดดุล จำนวน 420,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 มีจำนวนทั้งสิ้น 188,664.2 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้จัดสรรงบประมาณเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวนทั้งสิ้น 30,346.1 ล้านบาท เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้ว ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 169 วรรคหนึ่ง
ฐานะและนโยบายการเงิน
นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 วิกฤตการณ์การเงินโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการส่งออก การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้งติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ถึงเดือนเมษายน 2552 จากร้อยละ 3.75 มาอยู่ที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี และคงอัตรานี้ต่อไป เพื่อช่วยพยุงและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้มีการขยายตัวอย่างต่อ เนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 ประกอบกับการดำเนินนโยบายการคลังที่เหมาะสมและเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจ เอเชียที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวทั้งในส่วนของการบริโภค การลงทุน และการส่งออก
ฐานะการ เงินของประเทศอยู่ในเกณฑ์มั่นคง ปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2553 มีจำนวน 146,693.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นกว่า 4 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง
สาระ สำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
ท่านประธานที่เคารพ
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 2,070,000 ล้านบาท นี้เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยใช้จ่ายจากรายได้สุทธิจำนวน 1,650,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ อีกจำนวน 420,000 ล้านบาท วงเงินงบประมาณทั้งสิ้นจำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 1,662,604.2 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 30,346.1 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน จำนวน 344,495.1 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 32,554.6 ล้านบาท รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณไว้ 8 ยุทธศาสตร์และ 1 รายการค่าดำเนินการภาครัฐ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญ และวงเงินงบประมาณในแต่ละยุทธศาสตร์การจัดสรร ดังนี้
ยุทธศาสตร์ ที่ 1 : การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ จัดสรรงบประมาณจำนวน 161,989 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในเรื่องสำคัญ 5 ประการ ประกอบด้วย
1.1 การสร้างค่านิยมในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และเสริมสร้างความสมานฉันท์ ของคนในชาติ งบประมาณ จำนวน 243 ล้านบาท เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมกิจกรรมการปลูกจิตสำนึกให้เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติ สนับสนุนให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยใช้แนวทางสันติ ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อและความหลากหลายของวัฒนธรรม ประเพณี
1.2 การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณ จำนวน 19,102 ล้านบาท โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดเอกภาพและประสิทธิภาพในการเสริมสร้างสันติสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุขและส่งเสริมการประกอบอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ของประชาชนโดยดำเนินโครงการต่อเนื่องจากแผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็ง 2555 รวม 2,073 หมู่บ้าน อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาชุมชน รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรมของประชาชน
1.3 การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งบประมาณ จำนวน 10,063.4 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจฐานรากของหมู่บ้านและชุมชนให้มีความมั่น คงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาและสนับสนุนองค์กรภาครัฐและเอกชนในการปฏิบัติงานตามโครงการอันเนื่องมา จากพระราชดำริให้เกิดสัมฤทธิ์ผล สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้มีความเข้มแข็ง สามารถยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชน 1,000 กองทุน
1.4 การสร้างระบบประกันความเสี่ยงและระบบกระจายสินค้าเกษตร งบประมาณ จำนวน 52,426.4 ล้านบาท โดยดำเนินการประกันรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด 9.5 ล้านราย แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ประมาณ 3.9 ล้านราย ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรเพื่อลดความเสี่ยงด้านการผลิตและราคาสินค้าเกษตรไม่ น้อยกว่า 33,000 ราย
1.5 การสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี งบประมาณ จำนวน 80,154.2 ล้านบาท เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญและสายอาชีพจำนวน 13.07 ล้านคน ให้มีคุณภาพและมาตรฐานโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียนและค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ยุทธศาสตร์ ที่ 2 : การรักษาความมั่นคงของรัฐ จัดสรรงบประมาณ จำนวน 186,364.5 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับ
2.1 การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ งบประมาณ จำนวน 10,635.7 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้มีการล่วงละเมิดได้
2.2 การเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ งบประมาณ จำนวน 165,031.2 ล้านบาท โดยมุ่งพัฒนาทางการทหาร ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พัฒนาความร่วมมือทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ ส่งเสริมบทบาทในการรักษาสันติภาพของโลกภายใต้กรอบสหประชาชาติ ตลอดจนบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพปัญหาในพื้นที่
2.3 การพัฒนาระบบแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองและแรงงานต่างด้าว งบประมาณ จำนวน 1,201.4 ล้านบาท โดยปรับปรุงระบบการตรวจคนเข้าเมือง จัดระเบียบชายแดน ดำเนินการป้องกันปราบปรามผู้หลบหนีเข้าเมืองและควบคุมแรงงานต่างด้าวทั้งที่ ผิดกฎหมาย จับกุมและผลักดันคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย ออกนอกราชอาณาจักร ไม่น้อยกว่า 3 แสนคน ตลอดจนดูแลตรวจสอบ ควบคุมการทำงานของแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่น้อยกว่า 7 แสนคน
2.4 การป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ งบประมาณ จำนวน 9,496.2 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และประชาคมโลกในการอำนวยความปลอดภัย การเตรียมความพร้อม และการจัดการวิกฤตการณ์ที่เกิดจากภัยก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมทั้งการพัฒนาระบบงานด้านข่าวกรองและการสื่อสาร
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จัดสรรงบประมาณ จำนวน 624,418.7 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับ
3.1 การขยายโอกาสและพัฒนาการศึกษา งบประมาณ จำนวน 317,466.6 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัยได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างทั่วถึง ด้วยการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง มุ่งเน้นจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เข้าใจวิถีชีวิตประชาธิปไตย และเตรียมคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองดี สร้างครูยุคใหม่ที่เก่ง ดี และมีจิตวิญญาณความเป็นครูควบคู่ไปกับการเป็นนักประชาธิปไตยโดยพัฒนา จำนวน 170,900 คน เร่งรัดผลิตครูพันธุ์ใหม่สำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา จำนวน 6,200 คน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร กิจกรรม และพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้เป็นผู้มีวินัย เคารพกฎหมาย และเคารพสิทธิของผู้อื่น รวมทั้งคัดเลือกและยกย่องบุคคลต้นแบบ สร้างเครือข่ายและระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน สนับสนุนการผลิตบัณฑิตในสถาบันการศึกษาของรัฐให้มีการจัดการศึกษาที่ตอบสนอง ความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน ทั้งภาคเศรษฐกิจและภาคสังคม จำนวน 1.6 ล้านคน
นอกจากนั้นยัง ได้จัดสรรกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับโอกาสเข้าถึงบริการการศึกษา ประมาณ 997,400 คน สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีแก่สถานศึกษาจำนวน 32,000 แห่ง
3.2 การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานแรงงาน งบ ประมาณ จำนวน 29,079.7 ล้านบาท โดยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน จำนวน 3.2 ล้านคน ช่วยเหลือให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ผู้ว่างงาน แรงงานใหม่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการและแรงงานนอกระบบได้รับการพัฒนา ศักยภาพในการทำงาน และมีโอกาสในการสร้างรายได้และการประกอบอาชีพตามความต้องการไม่น้อยกว่า 64,200 คน คุ้มครองแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย จำนวน 2.3 ล้านคน สนับสนุนให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการประกอบอาชีพและตลาดแรงงาน แก่ประชาชนประมาณ 2 ล้านคน ส่งเสริมและกำกับดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศให้ได้รับความเป็นธรรม และดำเนินการทางกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานถูกหลอกลวงและถูกเอารัดเอา เปรียบจากบุคคลหรือบริษัทจัดหางาน 1 ล้านคน และให้การคุ้มครองลูกจ้างในระบบประกันสังคม จำนวน 9.3 ล้านคน
3.3 การพัฒนาด้านสาธารณสุข งบประมาณ จำนวน 211,445.4 ล้านบาท โดยเพิ่มคุณภาพการให้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประชาชนที่ขึ้น ทะเบียน ประมาณ 48 ล้านคน ด้วยการปรับเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายรายหัว เพื่อประกันว่าประชาชนจะได้รับบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน เพิ่มขึ้น รวมทั้งให้บริการและเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ป่วยกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ จำนวน 152,000 ราย ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จำนวน 16,303 คน และบริการควบคุมป้องกันรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง แก่กลุ่มประชากรจำนวน 2.3 ล้านคน และค่าบริการผู้ป่วยจิตเวช 119,371 คน อุดหนุนคนไทยไร้รัฐโดยให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้แก่กลุ่มบุคคลที่ รอสถานะสัญชาติไทย จำนวน 457,409 คน ส่งเสริมและพัฒนาระบบบริการสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำ ตำบล 8,410 แห่ง
ดำเนิน งานสาธารณสุขเชิงรุก โดยสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบองค์รวม สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบสมัชชาสุขภาพ และส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการ เฝ้าระวังโรคและดูแลผู้ป่วยในชุมชน และเตรียมความพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข เช่น การควบคุม ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เป็นต้น เพิ่มประสิทธิภาพการบริการการแพทย์เฉพาะทางและในระดับตติยภูมิที่มีความยุ่ง ยากซับซ้อนแก่ผู้ป่วยกว่า 602,000 ราย พัฒนาการบำบัดรักษาผู้ป่วยทางด้านจิตเวชประมาณ 778,000 ราย ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อรองรับผู้ป่วยฉุกเฉิน ไม่น้อยกว่า 1 ล้านราย พัฒนาและส่งเสริมการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขตามแนวพระราชดำริ ได้แก่ โครงการฟันเทียมพระราชทาน โครงการควบคุมป้องกันการขาดสารไอโอดีนและแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการในถิ่น ทุรกันดาร โครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร และโครงการด้านสาธารณสุขที่สำคัญ เช่น โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว โครงการศูนย์สามวัย เป็นต้น
ผลัก ดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลในระดับนานาชาติ รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานของสภากาชาดไทยเพื่อให้ประเทศมีบริการโลหิตที่ มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล เป็นศูนย์กลางในการบริจาคดวงตาและอวัยวะ และสนับสนุนการผลิตแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางด้านสาธารณสุขให้มีคุณภาพและเพียงพอ
3.4 การส่งเสริมและพัฒนาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม งบประมาณ จำนวน 7,989.7 ล้านบาท โดยใช้มิติทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนสังคมด้วยการประสานเชื่อมโยงสถาบัน ครอบครัว สถาบันทางศาสนา สถาบันการศึกษา และสถาบันทางสังคมอื่นๆ รวมทั้ง ทำนุบำรุงและรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย สนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมและการมีค่านิยมที่ดีงามให้แก่ ประชาชน สนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ที่ดีมีคุณภาพและส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุก ภาคส่วนในการขจัดสื่อที่เป็นภัยต่อเด็กและเยาวชน จัดตั้งโครงการลานบุญลานปัญญา ณ ศาสนสถานในทุกจังหวัด 600 แห่ง จัดให้มีการบวชและอบรมจริยธรรมเด็กภาคฤดูร้อน จำนวน 200,000 คน สนับสนุนการอบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด 798 ศูนย์ บูรณะปฏิสังขรณ์วัดกว่า 3,400 วัด สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมเพื่อสร้างศาสนทายาทที่ดีแก่ประชาชน 1.3 ล้านคน และพระภิกษุสามเณร 207,000 รูป สนับสนุนองค์กรเครือข่ายสภาวัฒนธรรมในระดับตำบลทั่วประเทศ จำนวน 6,919 แห่ง
3.5 การสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ งบประมาณ จำนวน 47,076.4 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิต มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างครบวงจร สนับสนุนการหยุดยั้งการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิ ให้การคุ้มครองและจัดสวัสดิการทางสังคมแก่เด็ก สตรี ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุให้สามารถพึ่งตนเองได้ ตลอดจนให้การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม รวมทั้งดำเนินการให้คนพิการมีหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิต โดยจัดเบี้ยยังชีพแก่คนพิการประมาณ 842,800 คน สนับสนุนการประกอบอาชีพของผู้มีรายได้น้อย และจัดเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุรวมทั้งสิ้น 5.7 ล้านราย
3.6 การป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด งบประมาณ จำนวน 4,948 ล้านบาท โดยเชื่อมโยงและบูรณาการกับจังหวัดในการดำเนินนโยบายสังคมเข้มแข็ง ให้ความสำคัญกับกระบวนการป้องกันมิให้กลุ่มเสี่ยงเป็นเหยื่อของยาเสพติดผ่าน ช่องทางสื่อ สนับสนุนกิจกรรมสำหรับเยาวชน เช่น โครงการรณรงค์และป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด (To Be Number One) และส่งเสริมให้ชุมชนมี ส่วนร่วมโดยจัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด ให้การบำบัดรักษา ฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติด จำนวนไม่น้อยกว่า 87,000 ราย รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติในการแก้ไขปัญหายาเสพ ติด
3.7 การส่งเสริมและพัฒนากีฬาและนันทนาการ งบประมาณ จำนวน 6,412.9 ล้านบาท โดยส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน ผู้พิการและประชาชน จำนวน 32 ล้านคน ได้ออกกำลังกาย เล่นกีฬาและร่วมกิจกรรมนันทนาการ มีการจัดการศึกษาด้านกีฬาในระดับพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษา การให้บริการทางวิชาการด้านกีฬา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านกีฬาและนันทนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตลอดจนพัฒนาทักษะด้านกีฬาสู่ความเป็นเลิศและอาชีพทั้งในระดับภูมิภาคและ ระดับนานาชาติ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : การ จัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน จัด สรรงบประมาณ จำนวน 219,797.3 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับ
4.1 การเงินการคลัง งบประมาณ จำนวน 20,163.9 ล้านบาท โดยกำหนดนโยบายการเงินการคลังที่จะทำให้เกิดความสมดุล พัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความเข้มแข็ง เพื่อช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่เริ่มฟื้นตัวจากความ ผันผวนของสภาวะการเงินโลก บริหารจัดการหนี้สาธารณะให้มีประสิทธิภาพภายใต้วินัยการเงิน การคลัง ส่งเสริมการออม การลงทุน ฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่รัฐ วิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ ปรับปรุงระบบภาษีและการจัดเก็บภาษีเพื่อขยายฐานรายได้ให้เกิดความเป็นธรรม และโปร่งใส
4.2 การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร งบประมาณ จำนวน 85,791.8 ล้านบาท โดยสนับสนุนการบริหารจัดการที่คำนึงถึงความต้องการสินค้าเกษตรของตลาดทั้งใน และนอกประเทศ รวมทั้งดำเนินการเชิงรุกในการจำกัดปริมาณออกสู่ตลาดของพืชผลเกษตรคุณภาพต่ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและการรักษาเสถียรภาพราคา สนับสนุนโครงการประกันรายได้เกษตรกร พัฒนาความสามารถและความเข้มแข็งของเกษตรกร ชุมชนและสถาบันเกษตร ส่งเสริมการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรตามระบบมาตรฐานและความปลอดภัย ในการส่งออกสินค้าเกษตร ส่งเสริมการทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ การทำเกษตรอินทรีย์และลดการใช้สารเคมีในการปรับปรุงคุณภาพดินและสินค้าเกษตร พัฒนา ปรับปรุง และขยายระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานไม่น้อยกว่า 153,600 ไร่ และบริหารจัดการน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในพื้นที่ชลประทาน 24.17 ล้านไร่ สนับสนุนให้เกษตรกรผู้ยากไร้มีที่ทำกินเป็นของตนเอง 123,000 ราย ดำเนินการฟื้นฟูอาชีพและแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร 213,250 ราย เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพ ได้อย่างมั่นคงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
4.3 การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม งบประมาณ จำนวน 6,828.3 ล้านบาท เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรมให้มีมูลค่าเพิ่มด้วยนวัต กรรมและสินค้าอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมพื้นที่อุตสาหกรรมและพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด ย่อม และวิสาหกิจชุมชนให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อการเพิ่มมูลค่าการลงทุนภาคอุตสาหกรรม ประมาณ 400,000 ล้านบาท กำกับดูแลสถานประกอบการให้มีการแข่งขันอย่างมีคุณภาพ เป็นธรรม และได้มาตรฐาน ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมด้านต่างๆ
4.4 การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ งบประมาณ จำนวน 9,290 ล้านบาท โดยการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยและจัดกิจกรรมทางการตลาดทั้ง ในและต่างประเทศ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่สนใจและดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินกิจการเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ในทุกระดับ ตั้งแต่การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน การวิจัย การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนขนาดต่างๆ และการผลักดันมาตรการทางภาษี เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม บูรณาการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมไทยและบริการสุขภาพให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เป็น 16 ล้านคน คิดเป็นรายได้ประมาณ 620,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายหลักในการจัดประชุม จัดแสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ โดยเพิ่มจำนวนผู้เดินทางและรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มประชุมและท่องเที่ยว เพื่อเป็นรางวัลไม่ต่ำกว่า 720,000 คน คิดเป็นมูลค่ารายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 57,600 ล้านบาท
4.5 การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การตลาด การค้าและการลงทุน งบประมาณ จำนวน 6,958.1 ล้านบาท โดยดำเนินมาตรการเชิงรุก เพิ่มเครือข่ายธุรกิจไทยให้ครอบคลุมภูมิภาคสำคัญ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพไปทำการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการค้าระหว่างประเทศ 118,000 ราย ส่งเสริมองค์ประกอบทางการค้าให้เอื้อต่อความสามารถในการแข่งขันด้วยระบบ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์บริการครบวงจร ระบบอำนวยความสะดวกช่องทางเดียว ระบบตรวจร่วมจุดเดียว และระบบโลจิสติกส์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าชายแดนให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคงยั่งยืนด้วยแนว คิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงรากฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมองค์ความรู้ทางสังคมกับนวัตกรรมที่ทันสมัยในการสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างค่านิยมที่ถูกต้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาในสังคมไทย
4.6 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ งบประมาณ จำนวน 85,894.4 ล้านบาท โดยการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้มีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบทั้งทางบก น้ำ อากาศ และทางราง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขนส่งสินค้า และระบบบริการในหลายรูปแบบเพื่อเป็นไปตามมาตรฐานสากล พัฒนาและบำรุงรักษาท่าเรือ เขื่อน และร่องน้ำ รวม 121 แห่ง ปรับปรุงท่าอากาศยาน 26 แห่ง บำรุงรักษาทางและสะพานในชนบทไม่น้อยกว่า 44,000 กิโลเมตร และก่อสร้างถนนเพื่อยกระดับมาตรฐาน และเพื่อการท่องเที่ยว แก้ไขบริเวณอันตรายบนทางหลวง และทางหลวงชนบท รวม 1,625 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งสินค้า สนับสนุนระบบโลจิสติกส์เพื่อให้มีต้นทุนต่ำ เร่งรัดขยายทางสายประธานให้เป็น 4 ช่องจราจร แก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองหลัก พัฒนาและบำรุงรักษาโครงข่ายทางหลวงและทางหลวงชนบท รวม 66,068 กิโลเมตร ก่อสร้างรถไฟทางคู่ในเส้นทางชายฝั่งทะเลตะวันออกตอนฉะเชิงเทรา - ศรีราชา - แหลมฉบัง ก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน พัฒนาระบบการขนส่งทางรถไฟสายตะวันออก (พญาไท-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) รองรับผู้โดยสารไม่น้อยกว่า 48 ล้านคนต่อปี และสินค้าไม่น้อยกว่า 12 ล้านตันต