ข่าว

 ฟื้นชีวิตเหยื่อเผาเมือง"โรงหนังสยามต้องไม่ตาย"

ฟื้นชีวิตเหยื่อเผาเมือง"โรงหนังสยามต้องไม่ตาย"

26 พ.ค. 2553

ซากปรักหักพังซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงหนังแห่งยุค 60 แม้วันนี้จะเหลือแต่ชื่อและความทรงจำเมื่อหนหลัง ส่วนความเป็นจริงอันโหดร้ายจมหายไปกับเปลวเพลิงเมื่อ 19 พฤษภา 53 "นันทา ตันสัจจา" เจ้าของโรงหนังสยาม วัย 65 ปี วันนี้เธอยังมีรอยยิ้มและมาช่วยรื้อฟื้นวันคืนอั

 นับตั้งแต่โรงหนังสยามมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน นันทายังไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือออกอากาศรายการใดๆ...บ่ายสามโมง 25 พฤษภาคม 2552 พิธีกรมนุษย์ล้ออารมณ์ดี "กฤษณะ ไชยรัตน์" เดินทางมาเป็นตัวกลางช่วยฟื้นวิถีชีวิตแห่งสยามสแควร์ให้กลับคืนมา พร้อมทั้งให้กำลังใจนันทา ในฐานะเจ้าของโรงหนังชื่อดังแห่งยุค โรงหนังสยาม ลิโด และสกาลา

 เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงการฟื้นฟูและเดินหน้าเริ่มต้นชีวิตใหม่กับโรงหนังเก่าแก่ที่ยังเหลืออยู่อีก 2 แห่ง

 นันทา เล่าให้ฟังว่า โรงหนังสยามเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2509 ส่วนโรงหนังลิโดเปิดให้บริการเมื่อเดือนมิถุนายน 2511 และโรงหนังสกาลาเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2512 โดยโรงหนังสยามถือเป็นต้นกำเนิดของสยามสแควร์ ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ยุค 40 ปีก่อน ที่มักจะกล่าวถึงย่านนี้จนกลายมาเป็นชื่อเรียกติดปากถึงทุกวันนี้

 "แต่ก่อนที่นี่เป็นชุมชนแออัด มีสวนฝรั่งติดกับวังสระปทุม ต่อมามีการพัฒนาที่ดินปล่อยให้เอกชนเข้ามาเช่าที่จากจุฬาฯ ฉันเลยมาสร้างโรงหนังสยามที่นี่ หลังจากเปิดให้บริการก็มีร้านรวงต่างๆ ทยอยเข้ามาจนกลายเป็นสยามสแควร์ พูดได้ว่าโรงหนังสยามเป็นต้นกำเนิดของสยามสแควร์" นันทา บอกด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ ก่อนจะพาพิธีกรเดินดูซากปรักหักพังของโรงหนังสยาม หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมชนสงบแล้ว เธอก็แวะเวียนมาดูสถานที่แห่งนี้หลายครั้ง

 "นี่...เป็นบันไดเลื่อนแห่งแรกในโรงหนังของเมืองไทย คนทั่วไปมักมาขึ้นบันไดเลื่อน แม้จะไม่ได้มาดูหนัง แค่มาขึ้นบันไดเลื่อนก็ดีใจกันแล้ว" นันทาชี้ให้ดูซากบันไดเลื่อนที่ถูกไฟเผาเหลือแต่โครงในโรงหนังสยาม ท่ามกลางฝูงชนเนืองแน่นที่แวะมาบันทึกภาพโรงหนังประวัติศาสตร์

 โรงหนังสยาม ลิโด และสกาลา ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์มาแล้วทุกยุคทุกสมัย แต่ที่ติดอกติดใจคอฮิปปี้หลายคนคงหนีไม่พ้นฉากหนึ่งในบทประพันธ์เรื่อง "พันธุ์หมาบ้า" ของศิลปินซีไรต์ "ชาติ กอบจิตติ" ที่พูดถึงชีวิตช่วงหนึ่งของ "อ๊อดโต้" ได้มาร่วมหัวจมท้ายอยู่กับพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ลิโดและสกาลา จนนำพาให้มารู้จักกับ "ชวนชั่ว" ซึ่งหมายถึงตัวผู้เขียนเอง

 แม้ว่าโรงหนังสยามที่เก่าแก่กว่า 40 ปี ภาพฝันที่เป็นจริงของนันทา และในฐานะอาคารอันเป็นเหมือนประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรมเปลี่ยนผ่านจะปิดตำนานลง หลายคนสงสัยว่าเจ้าของจะทำอย่างไรกับมันต่อไป นันทาบอกได้คำเดียวว่า "ยังต้องฝันต่อไป" เธอจะนำความคิดสมัยใหม่มาคืนชีวิตให้กับโรงหนังสยามอีกครั้ง

 "มันต้องไม่ตายไปกับเปลวเพลิง" นั่นคือปณิธานอันแน่วแน่ของนันทา 

 "ยังมีสิ่งหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ในโรงหนังสยาม จะพยายามนำออกมาเก็บไว้เป็นความทรงจำ" นันทาบอกพร้อมชี้ไปที่ผนังด้านในตัวอาคารในเขตอันตรายห้ามเข้า มีซากโครงหลังคาห้อยระโยงระยางลึกเข้าไปราว 10 เมตร ปรากฏภาพปูนปั้นรูปหน้ากาก 2 ชิ้น กำลังยิ้มและร้องไห้อยู่บนผนังอิฐมอญ

 "หน้ากากนี้คือสัญลักษณ์ของโลกมายา เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงที่ต้องมีใบหน้ายิ้มแย้มและหม่นเศร้า" นันทาจ้องมองไปยังสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ด้วยสายตามุ่งมั่นแน่วแน่

 เธอบอกด้วยเสียงเข้มแข็งว่า ตอนนี้ต้องมองไปในอนาคต โรงหนังสยามเป็นสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว แต่ยังมีโรงหนังเก่าแก่อีก 2 แห่งต้องดูแล นั่นคือ โรงหนังลิโดที่ยังคงเอกลักษณ์เรียบง่ายเช่นเดียวกับโรงหนังสยาม แตกต่างจากโรงหนังสกาลาที่จะดูหรูหรากว่าด้วยการออกแบบที่ผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกัน  

 "อยากให้ประชาชนช่วยกันมาอุดหนุนและให้กำลังใจ มาร่วมฟื้นฟูสยามสแควร์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง เราจะนำภาพยนตร์ดีๆ มีคุณภาพมาฉาย" นันทาบอก ระหว่างนี้มีชายอายุประมาณ 50 ปีเดินเข้ามาทักทาย พร้อมโชว์ตั๋วหนังโรงภาพยนตร์สกาลา 2 ใบ เอ่ยทัก "วันนี้ตั้งใจมาอุดหนุน ชอบมาดูหนังที่นี่ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว" ทำเอาเจ้าของโรงหนังยิ้มแก้มปริ

 ตลอดเส้นทางจากโรงหนังสยามผ่านลิโดมาถึงสกาลา ภาพผู้คนมากมายที่กลับมาเดินบนถนนสายบันเทิงเก่าแก่เส้นนี้อีกครั้ง เป็นการสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ที่ต้องอยู่ต่อสู้และฟื้นฟูสถานที่แห่งนี้ได้ไม่น้อย