
กาลครั้งหนึ่ง ณ "สยาม"
เห็นภาพควันไฟคุกรุ่นย่านสยาม ในช่วงการประกาศยุติการชุมนุมของกลุ่มนปช. ทำเอาผู้คนที่มีความรัก ความหลัง และความผูกพัน ถึงกับเศร้าไปตามๆ กัน ด้วยสถานที่ที่เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นมานมนานจนถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ เมื่อ 30-40 ปีที่แล้วจะได้ยินว่
แต่วันนี้โรงหนังและร้านค้าบริเวณใกล้เคียงหายไป ณ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีโรงหนังสยามกลับมาใหม่หรือไม่ แต่ความทรงจำในวันวานยังฝังตรึงใจบุคคลที่ได้มีโอกาสแวะเวียนหรือนัดพบเพื่อนฝูงกันอย่างเสมอ
เริ่มจาก "พาย" ภัทรียา ณ นคร พีอาร์คนสวยของแบรนด์กุชชี่ เล่าว่า เมื่อสมัยที่เธอเป็นวัยรุ่น ใครๆ ก็ต้องรู้จักสยามสแควร์กันทั้งนั้น ครอบครัวของเธอเองก็มีร้านขายของอยู่ตรงซอย 4 ด้วย เธอจึงมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ในย่านนั้นเป็นประจำ จะเรียกว่าเป็นเด็กสยามก็คงไม่ผิดนัก
"หลังเลิกเรียน หรือเสาร์-อาทิตย์ก็มักจะนัดกับเพื่อนๆ ไปเที่ยวแถวนั้นเป็นประจำ บางครั้งก็เดินเล่นบ้าง หรือชักชวนไปดูหนังที่โรงหนังสยามด้วย แต่ก็ไม่บ่อยนัก เพราะช่วงหลังที่นี่จะฉายหนังแนวอินดี้ มีการนำหนังนอกกระแสมาฉาย ซึ่งทำให้มีเสน่ห์เฉพาะตัวมากขึ้น และเห็นได้ว่าไม่ได้เน้นที่รายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโรงหนังทางเลือกให้แก่คอภาพยนตร์บางกลุ่มด้วย อีกทั้งย่านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ฝรั่งจะชอบมาเที่ยวด้วย เพราะจะมีการเปลี่ยนรูปโฉมให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับว่ามาเมืองไทยก็ต้องนึกถึงสยามนี่ล่ะ แต่พอไฟไหม้เมื่อหลายวันก่อน รู้สึกตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลัวว่าย่านนี้จะไม่กลับมาเหมือนเดิม กลัวว่าความสนใจของคนที่มาเดินย่านนี้จะน้อยลง อย่างตัวพายเองก็ยังไม่กล้าไปเดินแถวนั้น เพราะยังไม่มั่นใจกับสถานการณ์ในตอนนี้" สาวพายแจง
อีกหนึ่งสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็กสยามพันธุ์แท้ สำหรับสาวมากความสามารถ "จอย" อวัสดา ปกมนตรี พิธีกรรายการข่าว และรั้งตำแหน่ง เลขานุการกรรมาธิการ ประจำกรรมาธิการกิจการสตรี ผู้สูงอายุและผู้พิการ ด้วยว่ามีความผูกพันกับสยามมาตั้งแต่อายุน้อยๆ จนมาถึงทุกวันนี้หากมีโอกาสก็มักจะแวะเวียนไปเดินอยู่บ้างตามวาระ เพราะสยามเป็นแหล่งเทรนดี้รวมความทันสมัยไว้ทุกอย่าง
"จำได้ว่าพี่เริ่มเดินสยามตั้งแต่เด็กมากๆ ตอนนั้นอายุแค่ 3-5 ขวบเอง คุณพ่อ คุณแม่และท่านยายพาไปดูหนังบ้าง หาซื้อเสื้อผ้าบ้าง บางครั้งก็ไปทานอาหารกัน โตขึ้นมาหน่อยเป็นวัยรุ่นอายุประมาณ 13-14 ปี ก็มีร้านเสื้อในสยามเซ็นเตอร์ชื่อดังที่หนุ่มสาวยุคนั้นจะต้องไปซื้อหามาสวมใส่อวดกัน และยิ่งตอนเรียนที่จุฬาฯ ยิ่งได้ใกล้ชิดสยามมากขึ้น เพราะจัดเป็นแหล่งนัดพบยอดฮิตของเหล่านิสิตจุฬา" พิธีกรสาวเล่าย้อนวันวาน
เมื่อถามถึงคำจำกัดความของ "สยาม" สาวจอยบอกว่า สยาม คือแหล่งเทรนดี้รวมความทันสมัยของคนทุกรุ่นทุกวัย สยามไม่เคยตกเทรนด์ตกยุค หาได้ทุกอย่าง มีทั้งแฟชั่น อาหาร และศูนย์หนังสือจุฬา จนถึงทุกวันนี้แม้จะมีห้างใหญ่โตเปิดแอร์เย็นฉ่ำ สินค้ามากมาย แต่เมื่อมีโอกาสเธอก็มักจะข้ามฝั่งไปเดินบ้าง ยิ่งเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อตอนดูข่าวจากทีวีเห็นเจ้าของร้านร้องไห้รู้สึกสงสาร
ด้านดีไซเนอร์รุ่นเก๋าชื่อดังอย่าง "ไข่" สมชาย แก้วทอง เจ้าถิ่นสยามที่เริ่มต้นตำนานอาชีพดีไซเนอร์มาจากโรงหนังสยาม จนถึงทุกวันก็ยังคงนึกถึงวันเก่าๆ อยู่
"ร้านไข่เกิดที่ชั้น 2 โรงหนังสยาม ตั้งแต่ปี 2512 ที่มีทุกวันนี้ได้เพราะมาเปิดร้านที่โรงหนังสยามตำนานชีวิตของเรา ที่นี่จึงเปรียบเสมือนแม่บังเกิดเกล้า ตอนแรกที่ทราบข่าวร้องไห้เลยนะ มันเหมือนกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ แต่อยากให้มองในแง่ดี โรงหนังสยามกับสยามสแควร์ก็เปิดให้บริการเรามานาน เมื่อเทียบกับห้างสยามพารากอนหรือสยามเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันอันนั้นก็มีการปรับปรุงให้ทันสมัยไปเรียบร้อยแล้ว พอเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ก็เป็นฤกษ์ดีที่เราจะทำการปรับปรุงทัศนียภาพฝั่งนี้ใหม่ให้คุ้มค่า อย่ายึดติดกับสิ่งเก่าๆ เมื่อทุกอย่างดีขึ้น สภาพจิตใจก็จะดีขึ้นตามเอง"
"เคน" ณัฐภัทร จิรมณีกุล หนุ่มนักบริหารวัย 25 ปี ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่นเช่นกัน อย่างการนำเข้านาฬิกาแบรนด์ดัง เล่าย้อนว่าถึงตัวเองจะเกิดในช่วงที่สยามก้าวสู่ยุคใหม่แล้ว และเรียนในเมืองไทยเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วไปต่อที่เมืองนอก แต่ทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านก็จะนึกถึงย่านสยามสแควร์ โดยชอบนัดเพื่อนๆ ไปกินข้าวดูหนัง ซื้อเสื้อผ้า และบางครั้งก็นัดเดทสาวที่นี่
"สยามในความรู้สึกของผมเป็นศูนย์กลางการนัดเดทของเด็กวัยรุ่น ไปเช็กเทรนด์ ไปติวหนังสือ ไปเตร็ดเตร่ ผมเจอเพื่อนใหม่ที่นี่เยอะ พอทำงานแล้วก็ยังนัดกันมาเดิน บังเอิญว่าตอนนี้ที่ทำงานผมอยู่ในสยามพารากอนด้วย ช่วงพักเที่ยงส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในห้องแอร์ แต่บางครั้งก็คิดงานไม่ออก ทำให้ต้องเดินออกมาข้างนอก นั่งดูคนเดินไปมาแถวสยามก็ได้ไอเดียใหม่ในการทำการตลาดก็มี เพราะแถวนี้เราจะเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดี
พอเกิดเหตุไฟไหม้ รู้สึกเสียใจมากๆ แม้ร้านขายนาฬิกาของผมจะไม่กระทบโดยตรง ผมว่าในมุมมองของชาวต่าวชาติ ที่นี่ก็เหมือนแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ ถูกทำลาย เวลาลูกค้าต่างชาติมาเมืองไทยผมมักจะชวนมาเดินย่านนี้ ผมว่าถึงจะมีการบูรณะขึ้นมาใหม่ แต่สภาพจิตใจของคนที่เคยผูกพันก็ยังคงหดหู่อยู่ อาจทำให้บรรยากาศการค้าขายซบเซาไปอีกนาน สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือ ต้องฟื้นฟูผู้ประกอบการ โรงหนังที่สยามพารากอนมี โรงหนังสยามก็ยังต้องคงอยู่ด้วย" หนุ่มนักบริหารรุ่นใหม่สะท้อนมุมมอง
ผู้บริหารสถานีวิทยุคลื่น เม็ท 107 "โบ๊ท" จามร จีระแพทย์ จัดเป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่ผูกพันกับสยามตั้งแต่อายุ 13 ปี เนื่องจากเรียนมัธยมที่โรงเรียนสาธิตปทุมวัน จากนั้นก็มาเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หลังเลิกเรียนระหว่างที่รอครอบครัวมารับกลับ มักจะไปเดินเล่นที่สยาม ร้านอาหารในบริเวณนั้นก็กินมาหมดแล้วทุกร้าน ทั้งยังเคยเรียนในโรงเรียนพิเศษย่านนั้นมาด้วย โรงหนังทั้ง 3 โรงในบริเวณนั้นก็ได้ใช้บริการ แม้กระทั่งเรียนจบทำงานสุดสัปดาห์ยังไปซื้อเทปแถวนั้นอยู่ เรียกว่าชีวิตสมัยก่อนส่วนใหญ่ไลฟ์สไตล์จะอยู่ในบริเวณนั้นเป็นหลัก
"ช่วง 2-3 ปีหลังตอนที่ผมมีลูกเริ่มจะไม่ค่อยได้ไปบริเวณนั้นสักเท่าไร แต่เมื่อก่อนไปบ่อยมากด้วยความที่ผมเป็นสมาชิกสปอร์ตคลับแถวอังรีดูนังต์ ซึ่งอยู่ใกล้กับสยามเลยไปบ่อย เวลาไปช็อปปิ้งกับหนิง (ศรัยฉัตร กุญชรฯ จีระแพทย์) ก็ไปแถวนั้น แล้วโรงหนังแถวนั้นเป็นโรงหนังรุ่นเก่าที่ยังมีให้เราได้เห็น นอกนั้นเป็นโรงหนังใหม่หมด โรงหนังในสยามถือเป็นตำนานของโรงหนังที่อยู่ใจกลางเมืองก็ว่าได้ หลังจากถูกเผาผมเสียใจนะแต่ไม่ได้เสียใจแค่เรื่องนี้เสียใจกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
เมื่อก่อนผมจะไปใช้บริการที่โรงหนังสยามบ่อยมาก เพราะยังไม่มีโรงหนังสมัยใหม่ที่อยู่ในห้างแบบทุกวันนี้ ไม่ว่าจะกินข้าว เลือกซื้อเสื้อผ้า เป็นแฟนกับหนิงใหม่ๆ ไลฟ์สไตล์ของผมไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องมีสยามมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเสมอ ยิ่งโรงหนังสยามเป็นสถานที่ที่ผมคุ้นเคยได้หายไป ผมก็อยากจะให้มีการเยียวยาปรับปรุงขึ้นมาใหม่ อยากให้เป็นแหล่งที่คนไปเที่ยวช็อปปิ้งเยอะๆ เพราะถึงอย่างไรย่านนี้ยังเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร ไม่อยากให้เป็นรูโหว่
ปิดท้ายที่อดีตพิธีกรปากกล้า "ดร.อ้อ" ผศ.ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์ เผยว่า สมัยวัยรุ่นขณะที่เรียนอยู่ที่ศศินทร์ จุฬาฯ มักจะมาเดินเล่นและกินข้าวแถวนี้เป็นประจำ พอมีครอบครัวก็จะพาลูกๆ มาร้องคาราโอเกะตรงชั้น 2 ใกล้ๆ กับโรงหนังสยาม ส่วนสามีก็จะชอบเดินไปดูมีด ตรงร้านใกล้ๆ กัน จะเป็นร้านขายมีดหลายๆ แบบ คนที่ชอบสะสมก็มักจะชอบร้านนั้น เรียกได้ว่าใช้ชีวิตผูกพันกับสยามมาตลอด ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่ถึงแม้จะเกิดไฟไหม้และข้าวของเสียหาย แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป คงต้องรอให้มีการบูรณะซ่อมแซมก่อน ก็จะกลับมาใช้บริการสยามอีกครั้งแน่นอน



