ข่าว

นับถอยหลังเข้าวันวิสาขบูชากันดีกว่า

นับถอยหลังเข้าวันวิสาขบูชากันดีกว่า

27 พ.ค. 2553

"ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"


 พระปัจฉิมโอวาท ของพระพุทธเจ้า (อ้างจาก วิกิพีเดีย "วันวิสาขบูชา")

 ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้เป็นวันครบรอบวิสาขบูชา ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมานี้ วันวิสาขบูชาได้รับการยกสถานะเป็นวันวิสาขบูชาของโลก ด้วยว่าพุทธศาสนานั้นย่อมเป็นศาสนาที่สำคัญของโลก

 ผมมานั่งทบทวนดู ผมก็รู้สึกว่าเรื่องวันวิสาขบูชานี้มีเรื่องราวน่าเขียนมากมาย และน่าจะเป็นวันหยุดที่ชาวพุทธทั้งหลายน่าจะตั้งสติในหลายๆ เรื่องร่วมกัน

 ผมนึกถึงคำพูดของท่านเสฐียรพงษ์ วรรณปก เมื่อหลายปีก่อนเมื่อท่านได้รับเชิญให้มาบรรยายในการถ่ายทอดสดพิธีเวียนเทียนวันวิสาขบูชา ท่านให้ข้อคิดที่น่าสนใจในปีนั้นเอาไว้ ซึ่งผมยังจำได้จนถึงวันนี้

 นั่นก็คือ ท่านเสนอว่า เราควรจะพิจารณาให้ดีว่า เรื่องหลักในการระลึกถึงวันวิสาขบูชาไม่น่าจะใช่เรื่องของอภินิหารขององค์พระศาสดา ว่าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพานในวันที่ตรงกัน

 แต่ให้ดูว่าแม้แต่พระพุทธองค์ก็หนีความตายไม่พ้น

 ผมยังจำประโยคนี้ของท่านเสฐียรพงษ์ ได้จนถึงวันนี้ และทำให้หลุดพ้นจากการท่องจำ/จดจำวันวิสาขบูชาในแบบอภินิหาร ที่ถูกพร่ำสอนมาแต่เด็กๆ (บางครั้งแอบเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชน และพุทธมามกะ แบบ "จัดบอร์ด" คือโดนบังคับจัดบอร์ดและเรียนรู้เรื่องวันสำคัญทางพุทธศาสนาผ่านบอร์ดในโรงเรียนนั่นแหละครับ)

 ผมรู้สึกว่าความยิ่งใหญ่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประการหนึ่งก็คือ พระองค์ทรงเผชิญหน้ากับความตายอย่างกล้าหาญและเข้าใจ และประเด็นนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การตายของพระองค์มีความยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ กว่าที่เราท่องๆ กันว่าตายวันเดียวกับวันเกิดและตรัสรู้

 และในฐานะที่ผมเองก็เป็นเพียงมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง ผมคงไม่สามารถจะอธิบายได้ว่าการปรินิพพานของพระองค์นั้นมีสภาวะอย่างไร แต่ผมคิดว่าคำสอนของพระองค์ที่ว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด" ทำให้ผมรู้สึกว่าคนเราสักวันหนึ่งก็ตาย ทุกสิ่งนั้นมีความเสื่อม แต่จงทำประโยชน์และไม่ประมาท

 นอกจากนั้นแล้ว เมื่อเราพิจารณาเรื่องสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ ซึ่งก็คือ อริยสัจสี่ (ทุกข์ สมุทัย -สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ นิโรธ -ความดับไปซึ่งต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ และ มรรค -หนทางที่จะดับทุกข์ได้) ผมก็คิดว่าเรื่องแบบนี้น่าจะนำมาพูดคุยกันในวันวิสาขบูชา มากกว่าจัดสวดมนต์ เวียนเทียน และจัดตลาดนัด หรือนอนเฉยๆ

 อย่างกรณีที่จะมีการทำบุญสวดมนต์ให้แก่พื้นที่บางพื้นที่ในกรุงเทพฯ ผมว่าถ้าลองนำประเด็นเรื่องวันวิสาขบูชามาคุย ก็อาจจะต้องมาตั้งคำถามหลายเรื่องว่า ถ้าเราอ้างว่าเราเป็นชาวพุทธเนี่ย แทนที่จะโหยหา โหยหวน เรื่องความสุข ความปกติ การเยียวยาที่หมายถึงการชดเชยเงินให้นักธุรกิจ หรือการกล่าวหาคนอื่นด้วยมาตรฐานศีลธรรมว่ามันเลวกูดี เราอาจจะต้องมาตั้งคำถามว่าเราจะมาดับทุกข์ด้วยกันอย่างไร และที่สำคัญก็คือ ประชาธิปไตยกับหลักการอริยสัจสี่มันจะไปด้วยกันได้อย่างไร

 อย่างน้อยในแง่ที่ว่าเราก็เป็นคนที่เกิดมาในโลกด้วยกัน มีทุกข์ด้วยกัน นั่นแหละครับ

 ลองช่วยกันดับทุกข์แบบมีสติ ไม่ประมาท และรู้ว่าเราก็ต้องตาย ให้สมกับที่เราเป็นชาวพุทธดีไหมครับ