ข่าว

รื้อสร้าง

รื้อสร้าง

26 พ.ค. 2553

ผมเชื่อว่า หลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวาย และความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ได้ยุติลงแล้ว เราทุกคนก็คงปรารถนาที่จะเห็นเรื่องราวต่างๆ จบลงด้วยดี แต่การจบนั้นควรจะต้องเป็นการจบที่จบจริงๆ ไม่ใช่แค่ให้จบๆ

แบบขอไปที อย่างที่คนไทยโดยทั่วไปชอบใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับไม้จับมือกันแล้วบอกให้ลืมเรื่องเก่ามาเริ่มต้นกันใหม่ ทั้งๆ ที่คนที่ทำความผิดอุกฉกรรจ์ยังหาได้รู้สำนึกผิดแม้แต่น้อย และไม่ใช่แค่การท่องคาถา “สมานฉันท์” หรือ “ปรองดองชาติ” โดยที่แต่ละฝ่ายก็ไม่ได้มีความเข้าใจหรือตั้งใจจริงในสิ่งที่พร่ำบ่น

 ผมคิดว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการรื้อ สร้าง สิ่งที่เป็นปัญหาของประเทศไทยและสังคมไทย และมิใช่แค่การตัดผุเพื่อซ่อมแซมและฉาบสีหลอกตา หากแต่จะต้องเป็นการเจาะลึกถึงฐานรากและโครงสร้างอย่างละเอียดลออ วางพื้นฐานสำหรับปัจจุบัน และส่องวิสัยทัศน์ออกไปยังอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยและสังคมไทยมีความแข็งแกร่งสามารถยืนหยัดอย่างสง่างามในประชาคมโลกของวันข้างหน้า ซึ่งย่อมจะเป็นโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้นทั้งความคิดประดิษฐ์สร้างและเทคโนโลยี รวมทั้งการเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญกับปัญหา ซึ่งมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น และภัยจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ที่จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

 ทั้งนี้ มีผู้วิเคราะห์ว่า กลไกสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนคนเสื้อแดงอย่างได้ผลประการหนึ่งก็คือ สารสนเทศ ซึ่งทำให้พวกเขาตกอยู่ในโลกส่วนตัวและรับแต่ข้อมูลที่ถูกป้อนมาจากฝ่ายเดียว และเชื่อมโยงกันด้วยระบบของสื่อพื้นฐานอย่างวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ จนถึงสื่อไฮเทค เช่น โทรศัพท์มือถือ เอสเอ็มเอส อินเทอร์เน็ต ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เป็นต้น

 หากย้อนกลับไปมองดูเมืองไทยก่อนยุค 2500 กับเมืองไทยในปี 2550 เราจะพบความจริงประการหนึ่งว่า หากยกถนนหนทางออกไป และโยนรถเครื่อง วิดีโอ หรือโทรศัพท์มือถือทิ้งไปแล้ว แม้ว่าเวลาจะห่างกันถึงครึ่งศตวรรษ แต่ผู้คนในชนบทแทบจะไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปัญหาพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำกิน การเพาะปลูก การศึกษา หรือสาธารณสุข ซึ่งนำไปสู่ความยากจน และการด้อยโอกาส และเราก็คงยากจะปฏิเสธว่า สังคมในชนบทยังขาดความเสมอภาคหรือความเป็นธรรมเท่าที่ควร ค่าของคนยังวัดกันที่ค่าของทรัพย์สินเงินทอง และคำพูดของคนที่มีเงินมักจะดังกว่าและถูกต้องกว่าชาวไร่ชาวนาเสมอ เมื่อหาความยุติธรรมจากคนของรัฐไม่ได้ จึงเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านจะต้องหันไปพึ่งพาจากทางอื่น

 ในยุคก่อนปี 2500 ถึงก่อนมีคำสั่ง 66/23 ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากฝ่ายบ้านเมือง จะเดินทางเข้าป่า เพื่อร่วมต่อสู้รัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่หลังปี 2549 ชาวบ้านที่ประสบปัญหาต่างๆ จะมาร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเขาเชื่อว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เขามีอยู่ได้ ทั้งจากสิ่งที่พวกเขาเคยได้เห็นสมัยที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล จาก ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน จากพลังของการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน แล้วเมื่อถึงเวลา พวกเขาก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อต่อสู้รัฐบาลร่วมกับกลุ่ม นปช.

 ปัญหาของคนในชนบทสมควรได้รับการดูแลแก้ไขโดยเร่งด่วน ก่อนที่ช่องว่างระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบทจะห่างไกลขึ้นกว่านี้ และก่อนที่ความรู้สึกแตกแยกจะร้าวลึกกว่านี้ เพราะหากก้าวไปถึงจุดนั้นแล้ว เราก็คงจะต้องเสียใจกันมากกว่านี้

 พูดเฉพาะเรื่องการรื้อสร้างโครงสร้างในชนบทเพียงเรื่องเดียว โดยไม่ทันได้พูดถึงเรื่องรื้อสร้างอย่างอื่นๆ ผมก็เชื่อว่ารัฐบาลต้องทำการบ้านกันหัวฟูแล้วล่ะครับ และถ้าเราจบเรื่องรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างขอไปที โดยไม่ขุดให้ลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหา ก็คงไม่มีวันที่เรื่องจะจบอย่างจริงๆ ได้หรอกครับ และมิช้ามินานก็คงจะต้องมาจับไม้จับมือเพื่อขอให้ลืมเรื่องเก่ากันร่ำไป