ข่าว

รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย...อย่างไร ?

รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย...อย่างไร ?

27 พ.ค. 2553

รัฐธรรมนูญ (รธน.) ควรเป็นแผนที่ทางการเมืองของประเทศ ซึ่งกิจกรรมทางการเมืองจะต้องดำเนินไป เพื่อความมั่นคงแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอเสนอให้มีสาระสำคัญดังนี้

 1.กำหนดอายุการใช้สิทธิทางการเมือง

 โดยที่อำนาจเป็นของประชาชน คุณภาพของคนจึงสำคัญ ผู้ใช้อำนาจทางการเมือง ควรเป็นคนที่มีประสบการณ์ชีวิตมากพอ ไม่ลุ่มหลงด้วยอคติได้ง่ายเช่นหลงนักร้อง นักแสดง นักกีฬา ซึ่งเยาวชนและคนสูงอายุมากๆ มักเป็นกัน จึงขอเสนออายุระหว่าง 40 ถึง 65 ปี เป็นผู้ใช้สิทธิทางการเมืองได้ และขอเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ประชาชนพลเมือง”

 2.อำนาจของประชาชนพลเมือง

 ก.อำนาจเลือกตั้ง ประชาชนพลเมืองมีสิทธิมอบอำนาจของตนผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 ข.อำนาจถอดถอน ประชาชนพลเมืองจำนวน 20,000 คนขึ้นไป ประกอบด้วยผู้มีทะเบียนบ้านอยู่ในทุกจังหวัด จังหวัดละไม่น้อยกว่า 200 คน ยื่นถอดถอนนักการเมืองของประเทศคือ ส.ส. ,ส.ว. รัฐมนตรีและองค์กรอิสระต่างๆ ได้ และผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องถิ่นจำนวน 2,000 คน สามารถยื่นถอดถอนนักการเมืองของท้องถิ่นได้

 ค.อำนาจเสนอ - ยกเลิก - แก้ไขกฎหมาย ประชาชนพลเมืองจำนวน 20,000 คนขึ้นไป ประกอบด้วยผู้มีทะเบียนบ้านอยู่ในทุกจังหวัด จังหวัดละไม่น้อยกว่า 200 คน สามารถเสนอ-ยกเลิก-แก้ไขกฎหมายได้

 ง.อำนาจนิรโทษกรรม ประชาชนพลเมืองจำนวน 20,000 คน ประกอบด้วยผู้มีทะเบียนบ้านอยู่ในทุกจังหวัด จังหวัดละไม่น้อยกว่า 200 คน สามารถเสนอให้นิรโทษกรรมในคดีความผิดที่มีโทษจำคุกหรือโทษอื่นที่ไม่เกิน 5 ปีได้ หลังจากผู้ต้องโทษนั้นได้รับการลงโทษและได้มีสำนึกถึงความผิดนั้นแล้ว

 3.นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง

 การกำหนดให้นายกฯ มาจากส.ส. และต้องมีส.ส.เกินครึ่งสภาสนับสนุนนั้น เป็นการทุจริตตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นแล้ว สมมุติในสภามีโจร 7 คน มีตำรวจ 3 คน ยกมือทีไรพวกโจรก็ชนะตามรัฐธรรมนูญทุกที ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อนายกฯ ทักษิณ สามารถคุมเสียงส.ส.ได้มากจนอภิปรายนายกฯ ไม่ได้ ทำให้เกิดความย่ามใจ ออกกฎหมาย แก้กฎหมาย ตามอำเภอใจ จนถูกศาลพิพากษาให้จำคุก แต่ไม่ยอมรับผิด และได้อาศัยความร่ำรวยมหาศาลนั้น สนับสนุนการชุมนุมประท้วงซึ่งเห็นได้จากการชูรูปภาพของเขาเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ จนมีการสูญเสียถึงชีวิต

 การที่นายกฯ ไม่ต้องมาจากส.ส. ทำให้ไม่มีการแบ่งแยกเป็นส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน ทั้งสภาจึงมีแต่ส.ส.ของปวงชนเท่านั้นที่คอยตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเกิดการทุจริตแม้เพียงน้อยนิดรัฐบาลอาจแพ้โหวตในสภาทันที

 เมื่อนายกฯ ลาออก หรือถูกถอดถอน ก็เลือกตั้งซ่อมได้ ไม่มีการยุบสภา การเมืองของประเทศก็จะมีเสถียรภาพมั่นคง คนที่ดีแต่พูดเวลาหาเสียง แต่เมื่อได้รับเลือกเข้ามาแล้วทำงานไม่เป็นผล ประชาชนพลเมืองไม่เอาเขาไว้แน่ !
 4.ไม่จำต้องสังกัดพรรคการเมือง

 เมื่อฝ่ายบริหาร ไม่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติ การสังกัดพรรค หรือไม่ จึงไม่มีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล ส.ส.เองก็ไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติใครให้เสื่อมศักดิ์ศรี และไม่ต้องเอาเงินประชาชนไปสนับสนุนพรรคการเมือง ไม่นานประชาชนพลเมืองจะเข้มแข็ง เยาวชนจะรักประชาธิปไตย เมื่อถึงวัยเป็นพลเมืองพวกเขาจะเข้าสู่สนามการเมืองด้วยหัวใจรับใช้ปวงชน

 5.จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 เพื่อป้องกันการผูกขาดและเหลิงอำนาจทางการเมือง ควรจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับได้เพียง 2 วาระเท่านั้น พัฒนาการทางการเมืองจึงเป็นไปได้อย่างเป็นธรรมชาติตามลักษณะโลกาภิวัตน์ โดยไม่เกิดภาวะชะงักงันที่เรียกว่า สุญญากาศการเมือง เช่น หาผู้นำที่มั่นใจไม่ได้

 ทั้งหมดนี้ เพื่อให้เกิดการถกเถียงกัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ที่ประชาชนพลเมืองมีความเข้มแข็งที่สุด มิใช่กลุ่มบุคคล หรือพรรคการเมืองใด ซึ่งมั่นใจว่าการหลงใหลในพรรคมากกว่าประเทศชาติเยี่ยงนี้ จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต!

ดร.มหากิตติศักดิ์ ถิรวิศิษฎ์
[email protected]