ข่าว

ความจริงของผู้มีอำนาจ

ความจริงของผู้มีอำนาจ

26 พ.ค. 2553

“ยิงหัวมันเลย” ถ้อยคำของแม่ค้าขายข้าวแกงริมบาทวิถี ในชุมชนชนบทที่พูดถึงวิธีการยุติความขัดแย้ง ซึ่งดำรงอยู่ในสังคมไทย สะท้อนภาพอารมณ์ทางสังคมในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

 คำพูดที่ว่า ยิงหัวมันเลย ของแม่ค้า เมื่อพูดถึงกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวเอง เป็นผลลัพธ์ของอคติที่ทำให้กลุ่มคน แม้ว่าจะเคยใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในชุมชนชนบท กลับซึมซับรับเอาวิธีการใช้ความรุนแรงเข้ามาตัดสิน พิพากษากลุ่มคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม

 ความเชื่อ ความคิดเห็น ที่ตนเองคิดว่าเป็นความจริง และพยายามนำข้อมูลที่มีอยู่ หรือสร้างขึ้นมา? เพื่อสนับสนุนความคิดของตนและตอกย้ำความจริง รวมถึงสร้างความชอบธรรมในการกระทำของตนเอง อาจกล่าวได้ว่าเป็นความชอบธรรมบนความเชื่อของตนเองหรือกลุ่มของตนเท่านั้น

 อะไรคือความจริง อะไรคือสิ่งที่ถูก อะไรคือสิ่งที่ผิด ใครคือผู้มีสิทธิในการนิยามความหมายของความจริง ความถูกหรือความผิด?

 หากมีคนกล่าวหาว่า “รัฐบาลฆ่าประชาชน” กลุ่มคนฝ่ายตรงข้ามก็จะตั้งคำถามกลับว่า “แล้วคดีตัดตอนหรือกรณีตากใบถือว่าเป็นการฆ่าประชาชนได้หรือไม่?"

 ความแตกต่างของความเชื่อไม่ได้ถูกนำมาถกเถียงถึงสาเหตุของปัญหา หากแต่แฝงไว้ด้วยอคติ ที่ผลักให้กลุ่มคนที่มีความคิดต่าง ความเห็นต่างไปอยู่ฝั่งตรงข้าม อคติทำให้คนในชาติแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีจุดร่วมที่เหมือนกันคือ ต้องการเห็นสังคมที่ดีขึ้น

 ในขณะที่มีการนำเสนอภาพข่าวของรัฐบาลที่พบอาวุธร้ายแรงและมากมายในสถานที่ชุมนุม เพื่อแสดงเหตุผลและสร้างความชอบธรรมของการเข้าปราบปรามการชุมนุมอย่างรุนแรงที่ผ่านมา ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างความจริงที่เจือด้วยอคติ เพื่อผลักให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลายเป็นพวกที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลโดยสิ้นเชิง คำถามของคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมที่ว่า ทำไมกลุ่มคนที่ขนยางมาเผาจึงหลุดรอดสายตาจากตำรวจ

 บทบาทของตำรวจในการป้องกันและป้องปรามการเผาสถานที่ต่างๆ เป็นอย่างไร ตำรวจหายไปไหน ตำรวจใส่เกียร์ว่างหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการสรุปตัดสินว่าตำรวจคือพวกเสื้อแดงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล จนทำให้ศรัทธาที่มีต่อตำรวจของกลุ่มคนเหล่านี้ลดน้อยลงก็คือผลของอคติเช่นกัน

 ไม่มีใครพูดถึงรากเหง้าที่มาของการกระทำ แต่แสดงความคิดเห็นและพิพากษาว่า อีกฝ่ายหนึ่งทำไม่ดี ดังนั้นถ้าจะกลับมาพูดถึงสังคมที่ดี สังคมที่เป็นธรรม เราก็ต้องกลับมาทบทวนเรื่องความจริงว่า ความจริงคืออะไร ความจริงมีอยู่จริง หรือความจริงถูกสร้างขึ้น และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทของประวัติศาสตร์และกาลเวลา?

 ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.2547 เคยมีการให้สัมภาษณ์ชื่นชมผู้นำในอดีตว่า “...บวกลบคูณหารแล้ว ผมเห็นว่าเขาคือนายกฯ ที่ดีที่สุดของประเทศที่เคยมีมา” ต่อมาผู้พูดมีความเห็นต่อต้านขัดแย้งอย่างรุนแรงต่ออดีตผู้นำที่เขาได้พูดถึงโดยสิ้นเชิง และได้สร้างความจริงเกี่ยวกับอดีตผู้นำคนนี้ขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อเสนอต่อสาธารณชน

 เมื่อไม่นานมานี้ คำพูดของผู้นำประเทศที่ว่า "การที่จะมีประชาชนหนึ่งคนหรือจะแสนคนลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบทบทวนตัวเองพิจารณาตัวเองไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตย...ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยส่วนใหญ่เขาจะไม่รอให้กฎหมายจัดการ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าสำนึกหรือความรับผิดชอบของนักการเมืองที่เขาบอกว่ามันต้องสูงกว่าคนธรรมดา” ในวันนี้การกระทำและความจริงที่สร้างขึ้นกลับแตกต่างจากความจริงที่ผู้นำประเทศเคยนำเสนอต่อรัฐสภาในวันนั้น

 การไม่รู้เท่าทันความจริงที่แต่ละกลุ่มคนได้สร้างขึ้น อาจทำให้เกิดคำพิพากษาของสังคมที่เจือด้วยอคติ ทำร้ายซึ่งกันและกัน มองข้ามและบิดเบือนความดีที่เคยสะสมมา เมื่อเวลาผ่านไปอาจมีการเปลี่ยนแปลงความคิดว่า “วันนั้นเราไม่น่ายิงหัวเขาเลย”

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข