ข่าว

มาร์คเชื่อข้อหาก่อการร้ายทักษิณเป็นเรื่องสากล

มาร์คเชื่อข้อหาก่อการร้ายทักษิณเป็นเรื่องสากล

25 พ.ค. 2553

"นายกฯ" เชื่อข้อหาก่อการร้ายเป็นเรื่องสากล ช่วยตามตัวทักษิณง่ายขึ้น ชี้ยังเลิกพรก.ฉุกเฉินไม่ได้เพราะมีคนประกาศจะชุมนุมต่อ รับปากจะใช้เคอร์ฟิวให้น้อยเพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจ ขอสางงานฟื้นฟู-ปรองดองให้เสร็จก่อนลงพื้นที่

 เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 25 พ.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ถึงการดำเนินการติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับข้อหาก่อการร้าย ว่า ตนคิดว่าจะทำให้การทำงานกับต่างประเทศมีอุปสรรคน้อยลง และชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามที่ต่างประเทศเวลาที่มีความผิดซึ่งอาจจะไม่ตรงกับกฎหมายภายในของเขา ซึ่งเดิมความผิดจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งกฎหมายอาจจะไม่ตรงกันก็อาจจะทำความเข้าใจกันค่อนข้างยาก

 “แต่ความผิดในฐานก่อการร้ายคิดว่ามีความชัดเจนในตัวของมันเอง แล้วก็เป็นเรื่องที่ทางสากลให้ความสำคัญ ซึ่งจากนี้ไปก็เป็นหน้าที่ของหลายฝ่ายที่จะต้องดำเนินการทั้งอัยการ ทั้งตำรวจและกระทรวงการต่างประเทศ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อถามว่าการจะนำตัวพ.ต.ท.ทักษิณกลับมาจะง่ายขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อันนี้จะต้องขึ้นอยู่กับเรื่องของสนธิสัญญาแล้วก็ข้อเท็จจริง เมื่อถามย้ำว่ากระบวนการจากนี้ต่อไปในการติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ จะทำอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหวว่าไปที่ไหนอย่างไรบ้าง แล้วเราก็ขอความร่วมมือตามข้อตกลงที่มีอยู่ เมื่อถามว่าเบื้องต้นแต่ละประเทศเขาจะห้ามพ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศก็ไม่ให้เข้าอยู่แล้ว แต่ยังไม่ใช่ทุกประเทศ

ชี้ยังเลิกพรก.ฉุกเฉินไม่ได้

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องการประกาศเคอร์ฟิวที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ได้มีการนำเสนอครม.โดยครม.มีมติจะมีการประกาศเคอร์ฟิวต่อในคืนวันนี้จนถึงคืนวันศุกร์หรืออีก 4 คืน โดยร่นเวลาเป็น 24.00-04.00 น.ขณะเดียวกันได้ย้ำว่าหากพื้นที่ใดมีความชัดเจนว่าสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและมีความมั่นใจไม่ให้สถานการณ์ย้อนกลับมาก็ให้เสนอขึ้นมาเพื่อที่จะได้มีการผ่อนผันหรือปลดออกจากพื้นที่ที่มีการประกาศเคอร์ฟิว

 เมื่อถามถึงเหตุผลที่ต้องมีการประกาศเคอร์ฟิวต่อและการคง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงแยกกัน โดยในส่วนของเคอร์ฟิวจะเป็นเรื่องของการที่จะให้เหตุการณ์มีบรรยากาศของความสงบมากยิ่งขึ้น การแยกแยะอะไรต่างๆในการเฝ้าระวังเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นก็จะทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งเราจะพยายามใช้ให้น้อยเพราะว่าทราบดีว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจและผู้ประกอบการบางส่วน ซึ่งตรงนี้พยายามจะร่นเวลาแล้วก็ค่อยๆปรับเงื่อนไขไปเรื่อยๆ และพื้นที่ไหนที่มีความมั่นใจแล้วเราก็จะยกเลิก ส่วนกรณีของพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นยังมีเรื่องของประเด็นทางกฎหมาย เรื่องคดีความ เรื่องการที่จะป้องกันไม่ให้เหตุความไม่มั่นคงกลับมาอีกหรือว่าสถานการณ์ที่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินออกมาอีก ก็ต้องดำรงไว้อีกระยะหนึ่ง แต่ว่าระหว่างนี้ก็มีการเตรียมแผนในเรื่องของการที่จะเข้าสู่ระยะเวลาของการถ่ายโอนในเรื่องของคำสั่ง ซึ่งก็ได้ดำเนินการโดยลำดับ

 “นอกจากนั้นยังมีหลายคนที่ประกาศชัดด้วยว่าถ้ายกเลิกพ.ร.ก.ก็จะมีการเคลื่อนไหวอีก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องระมัดระวังตรงนี้ เพราะผมคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่คงไม่อยากเห็นสถานการณ์ร้ายๆกลับมาอีกครับ” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่าการข่าวยังพบว่ามีการเคลื่อนไหวใต้ดินอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวก็ยังมีอยู่บ้าง เราก็ต้องติดตามเฝ้าระวังอยู่ อย่างไรก็ตามขณะนี้เราก็คิดว่าเหตุการณ์ดีขึ้นโดยลำดับแล้วก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายและมาตรการพิเศษอยู่อีกระยะหนึ่ง แล้วก็มีการปรับแผนเป็นลำดับไป ยกตัวอย่างเช่นหลังจากที่เราคืนพื้นที่ราชประสงค์ให้กับกทม.แล้วเราก็มีการวางระบบใหม่ในเรื่องของการมีสายตรวจร่วม ด่านร่วมซึ่งจะมีการผสมผสานระหว่างทหาร-ตำรวจ-ท้องถิ่น-อาสาสมัครอยู่ แล้วก็จะค่อยๆปรับไปเรื่อยๆจนกระทั่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 เมื่อถามว่าจะตอบอย่างไรกรณีที่มีการพุ่งเป้ามาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจากการที่มีคนเสียชีวิตจำนวนมากในเหตุการณ์ นายกฯ กล่าวว่า ขอเรียนในภาพรวมว่าการเสียชีวิตของประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ ถ้าไม่นับเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ซึ่งตนคิดว่าสังคมก็มีความชัดเจนขึ้นว่าอะไรเกิดขึ้น จะเกิดขึ้นนอกพื้นที่ราชประสงค์ จะเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์ปะทะกันในรอบนอก เช่น ดินแดง บ่อนไก่ คลองเตย อย่างนี้เป็นต้น ส่วนเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. ในช่วงที่มีปฏิบัติการในช่วงเช้าที่เข้าไปในพื้นที่สารสิน จะมีผู้เสียชีวิต 6 ราย และเป็นเจ้าหน้าที่กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เสียชีวิตอยู่ที่เดียวกันอีก 2 ราย

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นที่เสียชีวิตจำนวนมากเกิดขึ้นนอกพื้นที่ก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องมีการค้นหาข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีออกมา แต่ว่าตั้งแต่ในช่วงนั้นเราก็ได้ชี้แจงมาโดยตลอดว่าทางเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ในที่ตั้ง นั่นก็คือเขาไปตั้งด่านเพื่อทำการปิดล้อมพื้นที่ชุมนุม และเหตุจากการปะทะก็เกิดขึ้นจากกลุ่มมวลชนที่เข้าไปโจมตีเจ้าหน้าที่ แล้วก็มีการปะทะกัน ถ้าย้อนกลับไปจะทราบว่าเราก็ได้มีความกังวลเป็นพิเศษอยู่แล้วเพราะการข่าวก็ได้บอกและเราก็ได้แถลงต่อสาธารณะว่ากลุ่มคนที่ก่อการร้ายเบนเป้าหมายจากการทำร้ายเจ้าหน้าที่ไปที่คนบางกลุ่ม เช่นชาวต่างประเทศ สื่อมวลชน อาสาสมัคร ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ส่วนกรณีวันที่ 19 พ.ค. ที่ยังเป็นประเด็นที่พูดกันมากก็คือกรณีที่วัดปทุมวนารามซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีการค้นหาข้อเท็จจริงกัน

 “ผมเพียงแต่เรียนว่าเหตุการณ์ที่วัดปทุมฯ เท่าที่เราสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จะพบว่าเหตุจะเกิดขึ้นในช่วงค่ำ ผมสอบถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์เขาใช้คำว่าพระอาทิตย์ตกดินแล้ว ผมก็เพียงแต่เรียนว่าการชุมนุมยุติไปถึงเวลานั้นก็เกือบ 5-6 ชั่วโมงแล้ว เพราะฉะนั้นผมยังนึกไม่ออกว่ามีเหตุผลอะไรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะไปดำเนินการอะไรที่เป็นในลักษณะที่จะเป็นการไปทำร้ายคนที่อยู่ในวัดปทุมฯ แต่ขอเรียนว่าทั้งหมดนี้จะต้องค้นหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่าตอนนี้หลายฝ่ายถามหาความรับผิดชอบทางการเมือง แล้วทัศนะของนายกฯในเรื่องของการรับผิดชอบทางการเมืองเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นโอกาสดีโอกาสหนึ่งในการที่จะให้แต่ละฝ่ายซึ่งมีมุมมองมีชุดข้อมูลที่อาจจะแตกต่างกัน ใช้กระบวนการของสภาฯ เพราะว่าตนทำงานตนก็ต้องรับผิดชอบต่อสภาฯตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้นข้อเท็จจริงตรงนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นคำตอบออกมา เมื่อถามถึงเรื่องการหาประธานสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เป็นคนกลางได้หรือยัง นายกฯ กล่าวว่า กำลังหาอยู่

ขอสางงานฟื้นฟู-ปรองดองให้เสร็จก่อนลงพื้นที่
 
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการหาเวลาลงพื้นที่เพื่อทดสอบแผนปรองดองว่า ขณะนี้กำลังทำรายละเอียดเรื่องของแผนฟื้นฟู การปรองดอง การมีส่วนร่วม และยังมีการที่ต้องทำตรงนี้พอสมควร ส่วนการเดินทางก็ว่าไปตามภารกิจ

"กษิต”พร้อมไล่ล่า“แม้ว”

 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการประสานงานกับนานาชาติภายหลังศาลอาญาอนุมัติหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานเป็นผู้ก่อการร้ายว่า กระทรวงการต่างประเทศต้องได้รับเรื่องจากอัยการสูงสุดที่จะส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหามายังกระทรวงก่อน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะมีหน้าที่ดำเนินการใน 2 ทางคือ ผ่านทางคณะทูตโดยตนจะทำเรื่องผ่านสถานทูตของประเทศต่างๆ ที่ประจำในประเทศไทยและผ่านสถานทูตไทยไปยังประเทศเจ้าภาพ และเรื่องนี้เป็นเรื่องของการก่อการร้ายจึงต้องประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพลซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส รับต้องชี้แจงอีกหลายประเทศที่ยังสับสนว่าเป็นคดีการเมืองหรือคดีอาญา

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่เมืองคานส์ประเทศฝรั่งเศส ทำให้ง่ายขึ้นหรือไม่หากประสานไปยังอินเตอร์โพล นายกษิตกล่าวว่า เท่าที่ทราบพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางทุก 2 วัน แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ก็เป็นเรื่องที่ประชาคมโลกจะมองพ.ต.ท.ทักษิณอย่างไร ซึ่งเขาก็มีกฎหมายของเขา แต่ใครก็ตามที่มีการเปลี่ยนชื่อแต่เป็นคนๆเดียวกันกฎหมายของฝรั่งเศสเขาไม่รับรอง

 สำหรับข้อหาก่อการร้ายนั้นจะทำให้ได้ตัวพ.ต.ท.ทักษิณง่ายขึ้นหรือไม่ นายกษิตกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประเทศต่างๆ เพราะอาจยังมีหลายประเทศที่ยังสับสนอยู่ว่าเป็นเรื่องคดีการเมืองหรือคดีอาญา ซึ่งเราต้องค่อยๆ ชี้แจงให้มากที่สุด และเราต้องเคารพกระบวนการยุติธรรมของประเทศนั้นด้วย เพราะการตีความเรื่องคดีนั้นขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศว่า เมื่อได้รับเรื่องจากเราแล้วเขาจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งถือเป็นสิทธิ์หรืออำนาจของประเทศนั้นๆ และเมื่อศาลอนุมัติหมายจับเช่นนี้ ก็คงเป็นการจำกัดพื้นที่ของพ.ต.ท.ทักษิณไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตามขณะนี้มีสื่อต่างชาติ 2-3 สื่อที่ลงข่าวค่อนข้างเอนเอียง ไม่ค่อยยุติธรรมต่อประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับการประณามโดยคนไทยและต่างประเทศแล้ว